Bjork / Meai | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
Breaking news
03:09 AM, Monday 13 November 2006
.. 12 comments
.. Link
แหม่ บลอกนี้ขอหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องการจะกระแดะหรืออะไร แค่ตอนแรกเขียนไว้ว่าจะเขียนเรื่องเที่ยวติดกันหกตอน แต่ไปๆมาๆก็ยุ่งซะจนไม่มีเวลา (อีกแล้ว) แค่ยุ่งเองนะ ไม่ได้จะเบี้ยว ฉะนั้นใครรออ่านเรื่องชีพจรลงเท้าย่ำแดนสแกนดิเนเวียหล่ะก็ ไม่ต้องตกใจไปเราไม่เบี้ยวแน่นอน แต่ขอให้รอนิดนึง วันนี้แค่อยากจะเข้ามาบันทึกอะไรย้อนหลังนิดนึงเก็บไว้ก่อนที่จะลืม และเป็นการเขียนเล่านู่นเล่านี่ไม่ให้มิตรรักแฟนเพลงที่มีอยู่น้อยนิดตีจาก เพราะขี้เกียจรอ แล้วไม่รู้ว่าจะใช้หัวข้ออะไรดี พอดีคำนี้มันแว่บเข้ามาในหัว ........ ไม่ได้เข้ามานานแล้ว จำได้ว่าครั้งล่าสุดเราได้อันดับสองของตำแหน่งขยันบลอก จนตอนนี้ร่วงไปอยู่อันดับสี่ ไอ้อันดับร่วงนี่ไม่แปลกใจ แต่แปลกใจว่าเราติดอันดับขยันบลอกกับเค้าเข้าไปได้ยังไงกัน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา(วันที่ หนึ่งเลย ต้นเดือนของแท้) หิมะแรกของปีลงมาแล้ว อยู่ดีๆก็ตกลงมาเลย วันก่อนหน้ายังเกือบสิบองศาอยู่เลยนะ แต่พอตื่นมาอีกวันก็ขาวโพลนเลย เดินออกมาจากหอ เห็นพวกฝรั่งหัวทองเอากล้องมาถ่ายกันใหญ่ พาลให้สงสัยว่ามันเป็นคนประเทศไหนกันเนี่ย พวกฝรั่งก็น่าจะเคยเห็นหิมะกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่น่าจะตื่นเต้นอะไรกันมากมาย ออกไปเจออาจารย์ ไปเดินเล่นในเมือง ขากลับนึกขึ้นได้ว่าเราก็มีกล้องอยู่ในกระเป๋า หิมะขาวๆ สะท้อนแสงไฟมันก็สวยดีนะ เลยถ่ายรูปไว้ซะหน่อย สรุปก็ได้กลายเป็นที่สงสัยให้คนที่ผ่านไปผ่านมาว่าเราจะถ่ายรูปไปทำไมกัน แหม่เมืองไทยไม่มีหิมะนี่นา ถึงแม้หิมะคราวนี้จะไม่ใช่หิมะแรกในชีวิต แต่เราก็ตื่นเต้นที่มันตกอยู่ดี ไปเล่าให้เพื่อนที่ไอซ์แลนด์ฟังว่าถ่ายรูปตอนหิมะตกเก็บไว้มันคงขำ ยังจำได้ติดตาเมื่อหกปีที่แล้วตอนที่เห็นหิมะครั้งแรกในชีวิตที่ไอซ์แลนด์ แล้วไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความตื่นเต้นว่านั่นเป็นหิมะครั้งแรกในชีวิต โรงเรียนแทบแตก!! เพราะเค้าแตกตื่นกันว่ามีคนที่เกิดมาไม่เคยเห็นหิมะด้วยเหรอ เออซิวะ ก็เรามันกะเหรี่ยงจากเมืองไทยนี่ พวกมันก็ไม่เคยเจออากาศร้อนๆเหมือนกันนั่นแหละ มาไทยมันก็กลายเป็นกะเหรี่ยงหล่ะวะ หิมะตกคราวนี้เราลงทุนถอยรองเท้าหน้าหนาวคู่ใหม่เลยเนื่องจากคู่เก่าดันรั่ว เดินแล้วรู้สึกว่าเท้าชื้นๆ ตลอด แต่ก็เป็นรองเท้าที่กันน้ำที่อุ่นที่สุดที่มีแล้วหล่ะนะ (ตอนที่มันยังไม่รั่วอ่ะนะ) เรื่องรองเท้าเนี่ยเราได้ทำวิจัยมาแล้วว่า ถ้าเท้าเราอุ่นเราจะไม่หนาวเท่ากับตอนที่เท้าเราเย็นถึงแม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าเท่าเดิม จำได้ว่ารองเท้าหิมะคู่แรกในชีวิตเป็นของยี่ห้อ Scarpa ที่ทำในอิตาลี ประเทศขึ้นชือเรืองรองเท้า บนรองเท้ามีป้ายเล็กๆเขียนติดไว้ว่า "รองเท้าที่จะพาคุณไปทุกที่" เราเป็นคนที่เชื่อว่าเสื้อผ้าไม่สำคัญเท่ารองเท้าที่จะต้องใส่สบายเพราะเราชอบเดิน รองเท้าที่ใส่สบายจะทำให้เราเดินได้นานโดยไม่เมื่อยง่ายๆ รองเท้าไม่ดีนอกจากจะเจ็บเท้าแล้วก็ยังทำให้พาลปวดเข่าหรือลามขึ้นไปปวดหลังอีกด้วย Scarpa คู่นั้นใส่สบายมากจนติดใจและเชื่อแล้วว่ารองเท้าอิตาลีนี่สมราคาคุยจริงๆ แต่ที่น่าตกใจคือเมื่อตอนที่ไปอิตาลีรองเท้ายี่ห้อ บาจา( Bata) ที่เป็นป้ายแบบเดียวกับที่เมืองไทย และมีโลโก้ เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง ได้ถูกจัดเป็นรองเท้ามียี่ห้อ และเป็นของแพง ระดับที่ว่าลดราคาแล้วก็ยังแพงอยู่เลยทีเดียว เล่าให้เพื่อนฟังว่าตอนเด็กๆก็ใส่รองเท้ายี้ห้อนี้ไปโรงเรียนเป็นเวลาหลายปีตั้งแต่อนุบาลยันก่อนเข้ามหาวิทยาลัย มันถึงขั้นตกใจจนนึกว่าบ้านเรารวยมากไปตามๆกัน ฮ่าๆๆ แต่พอเราซื้อรองเท้าปุ๊ป อากาศก็อุ่นขึ้นปั๊ป หิมะก็ละลายหายไปหมด นี่ละนะมันเป็นดวง ซื้อร่มปุ๊ป ฝนไม่ค่อยตกเลยหรือไม่ก็ตกตอนเราอยู่ในอาคารแต่พอเราออกข้างนอกพร้อมร่มเมื่อไหร่ฝนตกอย่างกับฟ้ารั่วทุกครั้งไป ซื้อรองเท้าคราวนี้ก็เหมือนกัน ซื้อปั๊ปอากาศอุ่นขึ้นมาปุ๊ป จากประสบการณ์แล้วเราว่าหิมะที่เพิ่งตกไปเป็นผลเพราะพายุหิมะเข้าทางตอนเหนือของสวีเดนแล้วลมแรงจัดเลยพัดเผื่อมาทางใต้ด้วย เราเลยได้อานิสงส์มีหิมะเล่นไปด้วยในตัว แต่ถึงหิมะจะละลายไปหมดแล้ว แต่อากาศก็ยังเย็นอยู่ดี เพราะอุณหภูมิช่วงนี้ก็ประมาณห้าองศาเป็นอย่างมาก เมื่อวานมีโอกาสได้ไปปาร์ตี้ที่มหาวิทยาลัยจัด เป็นของ กลุ่มนักเรียนกลุ่มนึงที่จัดขึ้นมาแล้วตั้งชื่อว่า international party เป็นธรรมเนียมของคนที่นี่ว่า เนื่องจากเหล้าแพงเลยต้องกินไปจากห้องให้พอกึ่มๆก่อนแล้วค่อยออกจากบ้าน แล้วตามผับหรือตามปาร์ตี้เนี่ยเค้าจะไม่ค่อยให้คนเข้าง่ายๆถึงแม้จะมีบัตร คนต้องต่อแถวเข้าคิวเพื่อรอเข้างาน เพื่อที่จะทำให้ดูเหมือนว่าข้างในสนุกมาก คนเยอะ เลยไม่อยากออกกัน นักเรียนไทยในเมืองเรารู้งานกันดี เตรียมบิ้วท์ไปจากห้องเพื่อความเฮฮาแบบประหยัด ไปถึงก็ไปรอต่อคิวท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ มีฝรั่งมาแทรกคิวเราด้วยเป็นผู้หญิงกับผู้ชายมาแทรกกันหน้าด้านๆเลย เรามองหน้าเค้ามีการมองกลับพร้อมส่งสายตาท้าทายด้วยว่าเราจะทำอะไรมันได้ รู้จักเราน้อยไปซะแล้ว ถึงแม้ว่าแก๊งนี้จะดูหัวดำเป็นกะเหรี่ยงเมาๆ รั่วๆ แต่เราก็ไม่ได้เมาอย่างที่เค้าคิด ถึงแม้จะรั่วเป็นกิจวัตร เลยสะกิดแล้วด่าไปเต็มๆจนเค้าทนไม่ได้ต้องออกจากแถวไป ( ต่อมานานเราก็หนาวนานมีคนมาแทรกใครจะยอมหล่ะ) แต่เค้าก็ไม่ได้สำนึกเลยนะ (- -") ก็ยังไปแทรกคนอื่นต่อตรงข้างหลัง (มันคงกลัวว่าถ้าไปแทรกข้างหน้าเราจะตามไปด่ามันอีก) คนข้างหลังเค้ายังมารอไม่นานเท่าไหร่เจอแทรกไปยังงั้นเลยไม่โวย นี่ขนาดว่าเค้าเป็นฝรั่งนะนี่ยังมีแซงคิวอีก งงไปเลยครับพี่น้อง จำได้ว่าตอนไปเยอรมัน แล้วเจอคนมาแซงคิวข้างหน้าถัดไปอีกสามคน คนที่โดนแทรกไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่อยู่ถัดไปกลับด่ากระจายจนทั้งคนแทรกและคนโดนแทรกต้องออกไปต่อแถวข้างหลังด้วยความอับอายในการไม่เคารพสิทธิของคนอื่น ไม่คิดว่าจะมาเจออย่างนี้ที่สวีเดน ถึงแม้คนไทยจะใจดี แต่เราก็ไม่ชอบให้ใครมาละเมิดสิทธิ์ของเราโดยเฉพาะในวันอากาศหนาวเหมือนกัน พวกเราต่อคิวกันเป็นชั่วโมง กว่าจะถึงทีเรา (อย่างกับตอนไปรอคิวเข้า วาติกันมิวเซียมแหนะ แต่อันนั้นรออยุ่สามชั่วโมงแหนะ แต่ก็คุ้มที่ได้เข้าไปดู) ไปถึงปุ๊ป เค้าบอกว่าไม่ให้เข้าเนื่องจาก ถึงแม้ในตั๋วจะเขียนว่าใช้บัตรนักเรียน(ซึ่งไม่มีรูป) กับบัตรไอดีที่มีรูป ( photo ID) แต่เค้าก็ไม่รับบัตรไอซิก (ISIC) ซึ่งพวกเรามีกันถ้วนหน้า เพราะไปที่ยังงั้นใครจะบ้าพกพาสปอร์ตกันหล่ะ หายมาหล่ะมีเฮแน่ อีกอย่า STATRAVEL ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำบัตร ISIC ก็เป็นสปอนเซอร์ให้กลุ่มนี้อยู่ ขึ้นป้ายโฆษณาซะทั่วมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ใครจะไปคิดว่าเค้าจะไม่ให้ใช้ ขนาดตอนสอบไอ้บัตรที่ว่านี่ยังใช้ได้เลย งงอยู่เหมือนกันว่ารัฐบาลสวีเดนรองรับว่าบัตรนี้ใช้ได้แต่นักศึกษากลุ่มนี้ซึ่งได้เงินสนับสนุนจากเจ้าของบัตรกลับไม่รับ นี่ถ้าเราเขียนจดหมายไปเล่าให้สตาทราเวลฟังเค้าจะถอนเงินสนับสนุนไหมเนี่ย อยากลอง แต่ก็กลัวบาปอยู่เหมือนกัน คุยไปคุยมากับคนคุมทางเข้า เค้ายอมจ่ายเงินคืนเราแต่โดยดี สงสัยคิดว่าเราไปกันไม่กี่คน แต่พอถึงเวลาส่งบัตรคืนจริงๆ เค้าเห็นว่ามีอยู่เจ็ดใบก็ทำท่าตกใจขึ้นมาเลย คงไม่คิดว่าจะต้องคืนเงินเยอะขนาดนั้น อยากจะให้เราเข้างานก็คงกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้แล้ว เลยต้องกลืนน้ำตาพร้อมทั้งคืนเงินทั้งหมดมาแทน ไม่รู้ว่าเราร้ายกับเค้าไปรึปล่าว แต่เราเซ็งที่รอคิวมาเป็นชั้วโมงแล้วไม่ได้เข้างาน เลยแอบบ่นเค้าไปหน่อยนึง ว่าทีหลังทำอะไรให้เคลียร์หน่อย ไม่ใช่ให้เรามารอตั้งนานแล้วก็เข้าไม่ได้แบบนี้ เค้ามีการเถียงเราด้วยว่าก็ระบุไว้ในบัตรแล้วเรื่อง photo ID เลยเจอเราถามไปว่า แล้วบัตร international student ID card (ISIC) ของ STATRAVEL เนี่ยมันไม่เข้าข่าย photo ID ตรงไหน ก็อึ้งไปตามๆกันเพราะเค้าผิดเต็มๆ ก่อนออกมาความคิดชั่วร้ายก็บังเกิด อยากจะตะโกนบอกคนในแถวว่าถ้าใครมีแต่บัตรนี้ให้ไปแลกเงินคืนซะ แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะดูจะเป็นนางมารไปนิดนึง ให้เค้าไปด่าเอาเองดีกว่า ฮ่าๆๆ นักเรียนไทยเลยยกโขยงกลับมาจัดปาร์ตี้กันต่อที่ห้องพร้อมด้วยอุปกรณ์ครบครัน ขนม เครื่องดื่ม ดนตรี และวินนิ่ง (ซึ่งดูท่าทางจะเป็นของที่ขาดไม่ได้ซะแล้ว) เราว่าจัดปาร์ตี้เองกับพวกคนไทยก็ดูอบอุ่นไปอีกแบบ ถึงแม้คนที่นี่จะไม่ได้เมาแล้วพูดภาษาอังกฤษ ที่เป็นโรคติดต่อของเด็กเอสไอ หรือไม่ได้พูดเป็นภาษาสวีดิช เพราะเหตุผลหลายประการ แต่พวกเราก็รั่วได้แบบไม่บันยะบันยังจนกลายเป็นเอกลักษณ์ไปซะแล้ว พูดถึงภาษาสวีดิชแล้วก็เศร้าอยู่มาปีกว่าจนจะเรียนจบอยู่แล้ว ยังพูดไม่คล่องเลย สาเหตุคงเป็นเพราะไม่ได้ฝึก เนื่องจากเราโชคร้ายไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นชาวสวีดิชแท้ๆเท่าไหร่นัก ที่บ้าพอจะคบกับเราได้ก็ดันขี้เกียจทนฟังภาษาสวีดิชกระท่อนกระแท่นของเราอีก เลยทำให้ส่วนใหญ่เลยคุยกันเป็นภาษาอังกฤษแทน จะไปขอสมัครฝึกงานเล่นๆก่อนกลับบ้าน เค้าก็ไม่รับถึงแม้คุณสมบัติข้ออื่นจะครบหมด แต่ก็ติดเรื่องภาษาที่ไม่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์พอที่จะเข้าประชุมหรือทำรายงานเป็นภาษาสวีดิชได้ วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาวสวีดิชแท้ แต่หลงรักเมืองไทยอย่างมากมาย เดินทางเข้าออกเมืองไทยมาตั้งแต่ปี คศ.๑๙๖๗ (สมัยนั้นพ่อเรายังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลยมั้ง) ไปบ่นให้เค้าฟังเรืองเสียดายที่จะกลับแล้วยังต้องพูดภาษาอังกฤษกับคนสวีดิชอยู่เลย เค้าบอกว่าพูดอังกฤษอ่ะดีแล้วเป็นชาวต่างชาติ มาพูดกระท่อนกระแท่นอยู่มันเหมือนพวกอพยพ คนจะมองเราไม่ดี อยู่อย่างนี้ เค้ามองว่าเราไม่เป็นนักท่องเทียวก็นักเรียน คนจะอยากช่วยเรามากกว่า นึกๆดูเค้าแล้วก็รุ้สึกว่าผิดกับคนไทยที่อยากจะช่วยเวลามีคนอยากเรียนภาษาไทย (เราเองก็คุ้นๆกันอยู่กับประโยค practice makes perfect ของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง) เค้าบอกว่า นี่เป็นความน่ารักของคนไทยที่ทำให้ประเทศเรามีสเน่ห์ ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ภูมิใจซะจนตัวแทบลอยที่มีแต่คนรักเมืองไทย รู้รึปล่าวว่าตอนนี้ เมืองไทยติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่ง ของคนที่นี่ไปซะแล้ว เมื่อวานตอนรอคิวเข้างานก็มีผู้ชายคนนึงเดินมาชวนคุยว่ามาจากไหน เพราะเค้าเคยไปอยู่ญี่ปุ่นกับใต้หวัน พอเค้ารู้ว่ามาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละก็เริ่มโม้เชียวว่าแม่เค้าไปเมืองไทยทุกปีไม่เคยคิดจะเปลี่ยนประเทศเลย เค้าเองก็อยากไปบ้างขาดก็แต่ปัจจัย เราฟังเรืองพวกนี้กี่ทีก็ภูมิใจว่าใครๆก็รักเมืองไทย ยิ่งนึกยิ่งอยากกลับบ้านไป อิ่มเอมกับความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของบ้านเรา หลายคนชอบเที่ยวเมืองนอก ตัวเราเองเรียนจบแล้วก็มาเรียนต่อเมืองนอก แต่ลึกๆแล้วเรารู้ว่า "เรารักเมืองไทยมากกว่าที่ไหนในโลกเลยนะ"
Leave a Comment
{ Last page } { Page 1 of 34 } { Next Page } |
About MeMy Profile Archives Friends My Photo Album Linksmy msn spaceบลอกน้องคิวว์ เวบ ส้ม (ME) บลอก นนนี่( สี-สะ-หมอน) (IE) บลอก พี่โจ (ME) บลอกพี่ Tose บลอกเต้อร์ Jip's blog สเปซโก้ (ขำๆ) เวบ ส้ม (Thai) CategoriesRecent EntriesBreaking newsชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๒)ย่ำ Stockholm ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๑) มันเป็นอย่างไหนกันแน่ ขยันบลอก Friendsdimplepeter pong bigga murz akokorov Calendar
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||