Bjork / Meai | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๒)ย่ำ Stockholm
04:35 PM, Thursday 26 October 2006
.. 3 comments
.. Link
หลังจากที่ย้ายเข้าหอ มาได้ยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ก็มีเหตุให้ต้องเดินทางอีกแล้ว สืบเนื่องมาจาก ช่วงเดือนกันยาฯแม่โทรมาบอกว่า ไมล์การบินของสมาชิก star alliance ที่สะสมไว้มีเยอะมากแล้วก็กำลังจะหมดอายุ แม่เลยเอาไปแลกตั๋วให้น้องมาสวีเดนได้สองใบ ช่วงน้องปิดเทอมเดือนตุลาฯ ฟังแล้วก็งงๆ อย่างกับชิงโชคทองจากซองบะหมี่กึ่งสำเร็จสำเร็จรูปแหนะ วุ่นวายกัยเรื่องการเตรียมเอกสารการขอวีซ่าให้น้องได้ซักพัก จากนั้นก็วุ่นกับการวางแผนเที่ยวอีก ที่สำคัญทำยังไงถึงจะลางานได้ไม่น่าเกลียดเพราะจะต้องหายไปร่วมสองอาทิตย์ รีบปั่นงานที่โรงงานให้เสร็จ จากนั้นก็บอกว่าจะต้องมาเจออาจารย์ที่มหาวิทยาลัย แล้วอาจจะต้องอยู่ที่นี่ซักพัก ส่วนอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเราก็บอกเค้าว่าบริษัทให้กลับมาทำงานที่นี่ได้ เรื่องเป็นอันจบ แผนการขาดงานสองอาทิตย์แต่ยังได้เงินอยู่ (ฮา) ตอนที่ขนของกลับมาที่เมืองไม่รู้เป็นเพราะเป็นกรรมที่ไปหลอกบริษัทไว้หรือว่าอะไร นั่งรถมาตั้งนานฝนไม่ตก พอลงจากรถมาเอากระเป๋าปุ๊ปฝนตกยังกับฟ้ารั่ว ที่สำคัญของเยอะมาก กางร่มไม่ได้เลย ต้องเดินตากฝนตั้งนานกว่าจะเข้ามาถึงในอาคาร วันรุ่งขึ้นตื่นมาเลยเป็นไข้เลย แถมวันถัดมาต้องลากสังขารอันไม่สมประกอบไปที่สต๊อกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน เพราะนัดเจอน้องที่นั่น ถ้าถามว่าstockholmแปลว่าอะไร ตอบได้คำเดียวว่าไม่รู้ แต่ก็พอจะเดาได้อยู่ Stock = ท่อนซุง, ไม้ ส่วน Holme =เกาะเล็กๆ เอาไปรวมกันให้เป็นภาษาสวยงามเอาเอง เรื่องแบบนี้เราไม่ถนัดนัก เดี๋ยวจะได้ชือประหลาดๆไปแทน ไปเที่ยวกันแบบชีพจรลงเท้ามากๆ เพราะเดินกันเยอะมาก เข้าพิพิธภัณฑ์นู้นออกพิพิธภัณฑ์นี้ เดินกันเป็นวันๆเลยทีเดียว ก่อนไปเพื่อไม่ให้ขายหน้าน้องว่าอยู่มานานไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับประเทศเค้าเท่าไหร่ เราเลยลงทุนไปโหลดข้อมูลจากเวบการท่องเที่ยวของเค้ามาเพียบ แต่สุดท้ายก็แทบจะไม่ได้อ่านเท่าไหร่เพราะก็ยุ่งๆเรื่องทีซิส แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า สต๊อกโฮล์ม สร้างอยู่บนเกาะตั้งสิบสี่เกาะแหนะ (มิน่าหล่ะน้ำเยอะเชียว) แล้วราชวงศ์ของสวีเดนมีชื่อว่า "วาซ่า" (ชื่อเหมือนตึกเรียนเราเลย นี่ถ้าเมืองไทยเอา method นี้ไปใช้บ้างจะคุกไหมเนี่ย) พระราชินีสวีเดนชอบไปดึงหน้า (อันนี้ไม่ได้อยู่ในเวบการท่องเที่ยวแต่เป็นอะไรที่คนแถบนี้เค้ารู้กันดี) แล้วก็ถ้าไปพระราชวังต้องไปดูเค้าเปลี่ยนเวรทหารกันตอนเที่ยง เปลี่ยนเวรทหารเนี่ยเราไปดูมา ให้ความรู้สึกเหมือนดูโชว์อะไรไม่รู้เพื่อนักท่องเที่ยวเลย ไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าที่เค้าทำอยู่นี่มันจริงจังเลย มีวงโยฯเดินนำทหารออกมา แล้วมีลุงทหารคนนึงเป็นวาทยากรนำวงโยฯ ลุงแกนำไปก็เต้นไปด้วย น่ารักดี ดูลุงแกเต้นเพลินจนลืมไปเลยว่า ที่ดูอยู่หน่ะ เป็นวงของทหาร ลุงแกเต้นไปก็ยิ้มให้กับลูกทีมไปด้วย คนในแบนด์ถึงแม้จะไม่เต้นแต่ก็ยิ้มให้ลุงกันตลอด พอเปลี่ยนเวรเสร็จก็มีคนไปขอถ่ายรูปกับทหารกัน ทั้งที่เพิ่งออกเวรและพวกทหารวงโยฯ ทหารตามป้อมจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่หล่ะทีนี้เพราะถ่ายใกล้มากไม่ได้จะโดนเค้าดุเอา ผิดกับทหารที่เสร็จภารกิจแล้วทั้งหลายที่ยืนเก๊กยิ้มให้ถ่ายรูปกันซะอย่างกับนายแบบมืออาชีพเลย โดยเฉพาะถ้าตัวประกอบฉากเป็นสาวๆ เห็นแล้วคิดถึงเรื่องเล่าที่น้องบอกว่าเมืองไทยทุกวันนี้คนแห่ไปถ่ายรูกับทหารและรถถังแล้วทำท่าแปลกๆ เพื่อที่จะได้ลงหนังสือพิมพ์ยังไงยังงั้น ตั้งแต่ที่ไปเที่ยวๆมาในสต๊อกโฮล์มมีสถานที่สุดโปรดอยู่สองที่ ที่แรกพิพิธภัณฑ์เรือรบโบราณที่ชื่อว่า Vasa Museum หรือที่คน Swedish เรียกว่า Vasa museet(vasa อีกหล่ะ) http://europeforvisitors.com/europe/articles/vasa_museum.htm เดินเข้าไปจะเห็นเรือรบโบราณลำใหญ่มากๆอยู่ลำหนึ่ง เรือรบลำนี้ทำด้วยไม้ทั้งลำ จัดได้ว่าเป็นเรือรบรุ่นเก่าที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน เรือลำนี้ถูกสร้างเพื่อที่จะเอาไปรบในสงครามแถบทะเลบอลติกที่สวีเดนเคยเป็นใหญ่มาก่อน ถึงขั้นครอบครองฟินแลนด์ได้ทั้งประเทศ เลยนะ (ก่อนที่รัซเซียจะมายึดเอาไปเป็นเมืองขึ้น) กษัตริย์กุซต๊าฟที่สอง (Gustaf II)เป็นคนสั่งให้สร้างขึ้นมาโดยหวังจะให้เป็นเรือที่ทรงอนุภาพที่สุดในน่านน้ำแถบนี้ (กษัตริย์ที่นี่ชื่อซ้ำมากโดยเฉพาะ Gustaf กับ Carl กษัตริย์องค์ปัจจุบันก็มีชื่อว่า Carl XVI Gustaf ลูกเค้าก็ชื่อ Carl อีก แต่เป็น Carl Philip) ด้วยความที่อยากให้เป็นเรือรบที่ทรงอนุภาพเลยสั่งให้บรรทุกบืนใหญ่มากกว่าเรือปกติถึงสองเท่า ประกอบกับความที่ต้องรีบไปรบในสงคราม เลยทำให้งานออกแบบเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบ การกะระยะและการคำนวนแรงลอยตัวของเรือจึงไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ท้องเรือแคบจนเกินไปเมือเทียบกับน้ำหนักที่จะต้องแบกไป สุดท้ายแล่นออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็จม (ล่มปากอ่าวของแท้หล่ะทีนี้) พอเรือจมเค้าก็มีการสอบสวนกันด้วย เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเรือลำนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความหวังสูงสุดของการครอบครองน่านน้ำแถบนี้ งบประมาณมากมายมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับเรือก็จมลงไปพร้อมๆกัน แต่สุดท้ายตามบันทึกคำให้การก็ไม่สามารถระบุได้ว่าใครผิด เพราะ คนที่ผิดจริงๆคือกษัตริย์ ที่เร่งงานเค้าไปทั่วและพอใครคัดค้านอะไรก็ไม่ฟังซะด้วยสิ (โดยเฉพาะพวกวิศวกรต่อเรือ) แล้วหลังจากที่จมไปแล้วห้าสิบปีถึงจะค่อยไปกู้เรือขึ้นมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่เรือลำนี้ยิ่งใหญมากเลยนะอลังการงานสร้างแบบสุดๆ หัวเรือเป็นรูปสิงโตทะยาน ท้ายเรือเป็นไม้แกะสลักลวดลายต่างๆ ข้างลำเรือตรงช่องปืนเป็นหน้าต่างแบบเปิดขึ้นแกะสลักเป็นรูป หน้าสิงโตคำราม (เค้าบอกว่าเอาไว้ขู่คู่ต่อสู้ แต่เราดูแล้วก็ไม่คิดว่ามันจะได้ผลอ่ะนะ นอกจากคู่ต่อสู้จะเข้ามาอยู่ในระยะประชิดข้างลำเรือเหมือนที่เราได้ไปยืนดูข้างๆตรงที่ที่เค้าจัดให้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็คงจะโดนบรรดาปืนใหญ่ที่ถูกบรรทุกไปกับเรือวาซ่ายิงพรุนก่อนแน่ๆ ก็เล่นเอาไปเยอะขนาดนั้น ) ความอลังการของเรือ บวกกับวิธีการจัดรูปแบบการแสดงเรือของพิพิธภัณฑ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นแสง การแสดง หรือแม้กระทั่ง layout ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าไปแล้วคุ้ม
ที่ที่สองคือแถบเมืองเก่า หรือที่มีชื่อภาษาสวีดิชว่า Gamla stan ที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่เรียกว่า royal palace หรือพระราชวังหลวง ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกราชวงศ์ แต่ตอนนี้เป็นแค่ที่ทรงงานของ king กับ queen เท่านั้น ส่วนที่ประทับจริงๆเป็นอีกพระราชวังนึงที่มีชื่อว่า Drottningholm อันนี้แปลออกมาตรงตัวได้ว่าเกาะเล็กๆของพระราชินี (เอามันทื่อๆอย่างนี้แหละ ถ้าจะเอาครีเอทมากต้องใช้บริการโก้อีก เกรงใจ) แต่ที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่พระราชวังหรอกนะ แต่เป็นบ้านเรือนที่อยู่ในเมืองเก่ารวมทั้งถนนหนทาง ให้ความรู้สึกคลาสสิกสุดๆ แถมยังมีร้านกาแฟที่ขายขนมพวกเบเกอรี่ แต่งร้านนั่งสบาย (แต่ราคาไม่สบายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แพงมากอย่างพวกสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราที่กะมาฟันนักท่องเที่ยวล้วนๆ เราเคยเห็นโรตีที่สเม็ดอันละแปดสิบด้วย ขอบอก) ร้านขนมพวกนี้นอกจากจะแต่งสวย นั่งสบาย บรรยากาศดี ขนมอร่อยแล้ว ยังขายพวกขนมที่เป็นขนมประจำชาติที่ร้านแถบอื่นไม่ค่อยขายกันอีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่วันดีคืนดี มกุฎราชกุมารี หรือเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งสวีเดน จะออกมาขี่จักรยาน แล้วแวะพักจิบน้ำชา พร้อมทั้งชิมขนมจากร้านรวงแถวนี้ ปะปนอยู่กับสามัญชนสวีเดนทั่วไป นี่หล่ะมั้งข้อดีอีกหนึ่งอย่างของสวีเดน คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเสมอ เพราะฉนั้นอย่าเว่อร์ ให้เมื่อยเลย พูดถึงเรื่องเท่าทียมกันแล้วนึกได้ว่าตอนแรกประเทศนี้จะเริ่มเก็บเงินค่าเทอมแล้วโดยจะเก็บพวกนักศึกษานอกประเทศอียู แต่นั่นจะทำให้ขัดกับรัฐธรรมนูญสวีเดนที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ดังนั้นการเหยียดผิวและเพศจึงเป็นเรื่องผิดกฏหมายร้ายแรง ขนาดแค่ต่อยกันในผับยังติดคุกเป็นปีเลย แล้วกฏหมายห้ามการเหยียดผิวและเพศที่มีโทษแรงกว่าหลายเท่า ใครเล่าจะกล้าเสี่ยง เป็นสาเหตุให้ถ้าจะเก็บค่าเล่าเรียนก็ต้องเก็บทุกคน รวมทั้งนักเรียนชาวสวีดิชด้วย เลยเป็นเหตุให้เป็นข้อถกเถียงกันใหญ่โต เพราะอัตรา ภาษีที่นี่แพงมากๆ ขนาดเราได้จ่ายภาษีในราคานักเรียน รวมทั้งเงินที่ได้ก็ไม่ได้มากมายก่ายกองอะไรเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานจริงๆ เงินภาษีที่เราจ่ายอยู่ทุกเดือนยังมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของบัณฑิตจบใหม่จากคณะทางสายวิศวะฯบางคนซะอีกแหนะ ภาษีแพงขนาดนี้ถ้ายังต้องมาจ่ายค่าเทอมอีกใครจะยอม ก็เกิดการโวยขึ้นมาเป็นเรื่องราวใหญ่โต สรุปสุดท้ายทุกอย่างเลยต้องยังฟรีเหมือนเดิม และด้วยกฎหมายนี้ด้วยหล่ะมั้งที่จะทำให้อีกหน่อยสวีเดนจะเป็นชาติแรกของโลก ที่มีมงกุฎราชกุมารีที่จะได้ครองตำแหน่งราชินีถูกต้องตามกฏหมาย ทั้งๆที่ก็มีผู้ชายอยู่ในราชวงศ์ แต่แค่เพียงเพราะเกิดทีหลังเท่านั้นเอง ทั้งๆที่ตอนแรกก็ได้ให้เจ้าชายเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งแต่พอมีกฎหมายอันนี้ออกมาปุ๊ปทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนทันที ช่างเป็นประเทศที่ดีจริงๆ
Leave a Comment
{ Last page } { Page 2 of 34 } { Next Page } |
About MeMy Profile Archives Friends My Photo Album Linksmy msn spaceบลอกน้องคิวว์ เวบ ส้ม (ME) บลอก นนนี่( สี-สะ-หมอน) (IE) บลอก พี่โจ (ME) บลอกพี่ Tose บลอกเต้อร์ Jip's blog สเปซโก้ (ขำๆ) เวบ ส้ม (Thai) CategoriesRecent EntriesBreaking newsชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๒)ย่ำ Stockholm ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๑) มันเป็นอย่างไหนกันแน่ ขยันบลอก Friendsdimplepeter pong bigga murz akokorov Calendar
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||