มันเป็นอย่างไหนกันแน่
จะว่าไปชีวิตคนเรานี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากเลยเนอะ
โดยเฉพาะเด็กๆอย่างราที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย
ทุกวันนี้เท่าที่ดูก็รู้สึกได้ว่าสิงรอบตัวที่มีอยู่มันก็ไม่ได้มีเยอะเลย
จากเท่าที่นับๆดูก็มีแค่เรื่อง พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ที่บ้าน, เรื่องเรียน, เรื่องทีซิส, แล้วก็เรื่องเพื่อน...
เนื่องจากเรื่องพ่อแม่พี่น้องก็เป็นที่รู้กันว่าก็รักกันดี แต่ไอ้การที่จะเอามาเขียนในบลอกให้คนอื่นอ่านก็กะไรอยู่
เรื่องเรียนกับเรื่องทีซิสก็เคยพูดๆไปบ้างแล้ว
เรื่องเพื่อนนี่แหละที่ไม่ค่อยได้พูดถึงเท่าไหร่
นึกได้ดังนั้นก็ เลยคิดได้ว่าเอาเรื่องแปลกๆเกี่ยวกับเพื่อนที่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกซักทีมาเขียนในนี้มั่งดีกว่า
...
สงสัยมานานแล้วเกี่ยวกับพฤติกรรมประหลาดของเพื่อนร่วมบ้านชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ตอนเย็นเค้าจะไม่กินข้าวแต่จะกินผลไม้กับโยเกิร์ต เพราะอยากลดน้ำหนัก ซึ่งอุปกรณ์หลักที่เกี่ยวข้องกับการกินของเพื่อนคนนี้คงจะหนีไม่พ้น ๑.จานใส่ผลไม้ที่ปลอกแล้ว ๒.มีด ๓.เขียง ๔.ถ้วยโยเกิร์ต ๕.ช้อน ช่วงสมัยที่อยู่ด้วยกันแรกๆเราก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพิ่งจะมีพักหลังๆนี่แหละ ที่ช่วงเวลาการอยู่ในครัวของเรากับเขาตรงกัน พฤติกรรมประหลาดที่ว่าเราจะเริ่มจากพฤติกรรมการลดน้ำหนักก่อน เค้ามีวิธีการลดน้ำหนักที่จัดได้ว่าแปลก มื้อเช้าจะกินขนมปังไฟเบอร์กรอบประมาณสามแผ่นพร้อมแยมผลไม้และไข่กวน มื้อกลางวันจะทานแต่ผลไม้ มื้อเย็นจะทานผลไม้ กับโยเกิร์ตผสมมูสลี่(ธัญพืชอบแห้ง)นิดหน่อยกับแซนวิชแฮมชีสอีกหนึ่งคู่และน้ำผลไม้เท่านั้น ฟังดูทรมาน เราดูมันกินแล้วก็หิวแทน รู้สึกไม่ค่อยมีคุณค่าสารอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการเลยแฮะ
กินอย่างนี้มาสามอาทิตย์แล้ว แต่เท่าที่ถามก็ดูน้ำหนักจะลดลงไปหนึ่งหรือสองกิโลเท่านั้น มาลองวิเคราะห์กันเล่นๆ กินอย่างนี้มาสามกับเพื่อนอีกคนว่าอะไรทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรทั้งๆที่ดูเหมือนจะไม่ได้กินอะไรเลย ข้อแรก ที่ว่ากินแต่ผลไม้แล้วไม่อ้วนนั้นผิด: ผลไม้ทั้งหลาย ถึงแม้จะอุดมไปด้วยวิตามินก็เถอะ แต่กินมากๆก็อ้วนอยู่ดีเพราะประกอบด้วยน้ำตาลทั้งนั้น ข้อสอง กินจุบจิบ: ของที่กินๆเข้าไปเป็นของที่ไม่อยู่ท้องเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารจำพวกแป้งและเนื้ออย่างที่เคยๆกินอยู่ก่อนที่จะเริ่มลดน้ำหนัก เลยทำให้หิวเร็ว แต่พอผ่านไปซักพัก ถ้าพยายามหักห้ามใจหลังจากมื้ออาหารแล้วไม่กินจุบจิบก็จะชินไปเอง แต่เพื่อนเราแอบมากินผลไม้มื้อดึก(สี่ทุ่ม) เสมอๆ กินแล้วซักพักก็ไปนอน ข้อสาม ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักโภชนาการที่ผิดๆ: จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์แล้วมีอยู่การทดลองนึงพูดถึงวิธีคำนวณพลังงานของเมล็ดถั่วว่ามีกี่แคลลอรี่การทดลองที่ว่าใช้การเผาเมล็ดถั่วและจับเวลา ยิ่งเผานานกว่าของจะไหม้หมดยิ่งหมายถึงปริมาณพลังงานที่มากขึ้นด้วย ทีนี้ลองนึกสภาพ ของที่เป็นไฟเบอร์อย่างพวกแครอทเมื่อเปรียบเทียบกับถั่ว ของจำพวกเส้นใยยาวย่อมกินเวลาในการเผาไหม้ นานว่าเป็นธรรมดา นั่นย่อมหมายถึงจำนวนแคลลอรี่ต่อหน่วยที่มากกว่าด้วย แต่บางครั้งของพวกนี้เมื่อยู่ในร่างกายเรามันไม่ต้องถูกเผาไหม้จนหมดเพราะร่างกายเราขับพวกกากอาหารออกมาในรูปของของเสีย เปรียบเทียบถั่วกับแครอท ถั่วเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเส้นใยสั้น ที่เผาผลาญง่ายแต่ก็สะสมในร่างกายได้ง่ายเช่นกัน แครอทเป็นอาหารพวกเส้นใยที่เผาผลาญยากแต่เมื่อเทียบกับถั่ว แครอทอ้วนน้อยกว่า แต่เพื่อนเราจะไม่มองที่จุดนี้แต่จะมองแค่ที่ตัวหน่วยพลังงานที่โชว์อยู่ข้างถุงเท่านั้น แถมยังมาบอกเราด้วยว่าอย่ากินแครอทนะมันอ้วน นี่ๆกินถั่วอ้วนน้อยกว่าพลังงานน้อยกว่า และเป็นอย่างนี้ตลอด ลองนึกดูเล่นๆ สมมติว่าถ้าในน้ำหนักที่เท่ากัน ของมาร์สชอกโกแลตเปรียบเทียบกับแซนวิชไก่งวงที่ใช้ขนมปังโฮลวีทปิ้ง,แฮมไก่งวง(ไม่ค่อยมีขมัน), ผักต่างๆ, และชีสไขมันต่ำอีกหนึ่งแผ่น มาร์สให้พลังงานน้อยกว่าเพื่อนก็จะเลือกกินมาร์สมากกว่าแซนวิชไก่งวง ข้อสี่ ไม่กินผักสด: ที่สวีเดนจะมีทั้งผักแช่แข็งและผักสดขาย โดยที่ผักแช่แข็งจะถูกกว่า และที่สำคัญหั่นมาพร้อมกิน ช่วยประหยัดเวลาทำกับข้าวอยู่โข แต่จะไปหาประโยชน์จากผักพวกนี้มากไม่ได้หรอกนะ เพราะแน่นอนเลยว่าพวกวิตามินมันเสื่อมสภาพไปหมดแล้วแถม พวกเส้นใยและกากก็กลายสภาพเป็นคาร์โบไฮเดรตไปอีก สรุปผักแช่แข็งนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังอ้วนอีกต่างหาก ข้อห้า ไม่ขยับเขยื้อน: ด้วยนิสัยของเพื่อนเราเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย แม้แต่ข้าวมื้อเย็นยังยกเข้าไปกินในห้องนอน (บนเตียง) แล้วดูหนังจากคอมพิวเตอร์ไปด้วย เป็นหลักฐานการนอนอืดอย่างแท้จริง (แล้วมันจะผอมไหมเนี่ย) มีอีกเรื่องนึงที่เคยได้ยินเค้าพูดได้ฟังแล้วก็งง คือถ้านั่งนานก็จะก้นแบน แต่ถ้ายืนนานจะเป็นเซลลูไลท์ (มันไปเอามาจากไหนวะ) เค้าเลยเลือกที่จะนั่งมากกว่าเพราะไม่อยากเป็นเซลลูไลท
วิถีการกินแบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลงเท่าไหร่แล้วยังทำให้หงุดหงิดเพราะโมโหหิวอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เครียดเพราะรู้สึกเหมือนไม่ได้กินอะไร (เป็นผลจากความหิวที่มีอยู่เกือบตลอดเวลา) ทำให้โมโหง่ายอีก นิสัยแปลกอีกอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆในครัวที่พูดไว้ในตอนแรกคือ พวกจานผลไม้เขียงและมีด เค้าล้างแค่น้ำเปล่าแล้วก็คว่ำเลย ไม่ได้ใช้น้ำยาล้างจานแม้แต่นิดเดียว มานั่งนึกๆดูคนอื่นเค้าทำอย่างนี้กันรึเปล่าเนี่ย คิดว่าพวกจานที่เปื้อนแต่ผักผลไม้ทั้งหลาย ล้างแค่น้ำเปล่าก็พอแล้ว คือตอนนี้ยังคิดอยู่ว่าเค้าสกปรกหรือเราอนามัยจัดกันวะ
Leave a Comment
07:42 AM, Wednesday 4 October 2006
.. Posted by คิวว์
ผมว่าพี่น่าจะลองหาโอกาสเหมาะๆชวนเค้าคุยเรื่องนี้แบบเล่นๆ(แต่เอาสาระจริงๆ) ดูบ้างนะครับ
ไม่ก็อัพลงบล็อก เผื่อเค้าจะหลงเข้าไปอ่านบ้าง
อ่อ การเขียนเป็นภาษาไทยเค้าไม่สามารถเข้าใจได้นะคะ :)
ปล. ตอบ : เค้าเป็นคนสกปรกครับ
10:01 AM, Wednesday 4 October 2006
.. Posted by meai
afterall she is still my freind. so i had tried to talk to her about this.
Not just only once too.....
but the problem is that she is a very very stubborn person who thinks her opinion is the best.
She is somewhat like the first rank from the class, so i dont blame her for thinking she is smarter than the others.
It happens when people are over confident in themselves.
all those time that i had tried, i got the same reaction.
the look and the tone of ''who do you think you are? you are not even slim, yourself. ''
so i just let it go.. and mess around my business only..
i am now keeping myself healthy, and hopefully good result will show soon..
and i think that is the best way to make the stubborn people realize the fact i am trying to present.
08:29 AM, Thursday 5 October 2006
.. Posted by คิวว์
เหอะ งั้นก็ปล่อยเขาไปแหละดีแล้วครับ
ปล่อยให้อ้วนและหิวต่อไป 555 ผมใจร้ายไปมั้ยเนี่ย
|