ความฝัน..........ที่ต้องเป็นจริง
สืบเนื่องจากเรื่องในบลอกที่ยี่สิบสี่
ที่บอกว่าในชีวิตมีเรื่องที่อยากทำมากมาย
หลังจากเขียนบลอกนั้นก็มานั่งนึกๆดูว่า เรื่องที่อยากทำมากที่สุดในชีวิตคืออะไร
นั่งคิดอยู่นาน เนื่องจากความที่เราค่อนข้างโลภอยากทำนู่นทำนี่เต็มไปหมด
แต่หลังจากที่ตัดตัวเลือกเรื่องไร้สาระ(ที่มีอยู่ค่อนข้างมาก)ออกไป ก็ได้เรื่องที่อยากทำมากที่สุดอยู่เรื่องนึงที่คิดมานานแล้วว่าต้องทำให้ได้
นั่นคือต้องประสบความสำเร็จในชีวิต พูดอีกอย่างคือมีชีวิตที่มีความสุข แต่ที่สำคัญคือ
ต้องรวย!!
อย่าเพิ่งงงว่าแล้วมันจะต่างกับที่คนอื่นอยากได้ตรงไหน ใครๆก็อยากรวยอยากประสบความสำเร็จทั้งนั้น
เรื่องนี้มันมีที่มา...
ตั้งแต่เด็กๆ รู้สึกเสมอว่าเราโชคดี อยากได้อะไร อยากทำอะไร พ่อกับแม่ถึงจะไม่ได้ตามใจจนเหลิง แต่ก็มักจะให้สิ่งนั้นกับเราเรื่อย
(แต่แทบจะทุกครั้งจะต้องแลกด้วยบทเรียน ที่ไม่ให้เรารู้สึกว่าสิ่งต่างๆมันจะต้องได้มาง่ายๆ )
และสิ่งที่ดีที่สุดที่เค้าให้กับเราคือการศึกษา อยากเรียนสูงแค่ไหนเค้าก็บอกว่าจะส่ง
(แต่จะแถมท้ายด้วยประโยคที่ว่าให้จบไวๆ พ่อแก่แล้วเหนื่อย อยากได้คนมาช่วยทำงาน)
อ่านถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดเออแล้วไงวะ ไม่เห็นจะแปลกเลย
มันจะไม่แปลก ถ้าวันนั้นเราไม่มีโอกาสได้คุยกับเด็กตัวเล็กๆที่ขายพวงมาลัยตามสี่แยกแถวบ้าน
เรื่องมันเกิดตอนประมาณสี่ทุ่มกว่าแถวแยกลาดพร้าว-รัชดาฯ ที่เป็นที่รู้กันของคนแถวนั้นว่าติดไฟแดงทีอ่านหนังสือเรียนจบเป็นบท
วันนั้นเป็นวันศุกร์เรียนเสร็จก็กลับบ้านเพราะนัดคุณยายไว้
ตอนช่วงที่รถติดมีน้องตัวเล็กๆตาดำๆ มาพยายามขายพวงมาลัย แต่ตอนนั้นมีเงินติดตัวอยู่ สี่สิบบาท
ในมือน้องมีพวงมาลัยประมาณเจ็ดพวง พวงละยี่สิบบาท
เรียกน้องมาบอกขอซื้อพวงนึงอีกยี่สิบให้น้องไปกินขนม
(เพราะเห็นแล้วก็สงสาร นึกถึงตอนเราเด็กๆแม่ไล่ไปนอนตั้งแต่การ์ตูนหลังข่าวจบ แต่นี่สี่ทุ่มกว่าน้องยังต้องขายพวงมาลัยอยู่เลย)
น้องบอกว่าไม่อยากได้เงินกินขนมหรอก อยากให้เราเหมาพวงมาลัยเค้ามากกว่าเพราะเค้าง่วงแล้วอยากกลับไปนอน
หลังจากที่บอกน้องไปว่าทั้งเนื้อมั้งตัวมีอยู่แค่สี่สิบ น้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
พร้อมทั้งคะยั้นคะยอให้เราซื้อ บอกว่าถ้าขายไม่หมดแล้วกลับบ้านไปจะโดน"เค้า"ตี
เมื่อเห็นเราไม่ซื้อแน่แล้ว น้องเค้าบอกว่า
"ผมยกให้พี่หมดเลยก็ได้เดี๋ยวผมจ่ายเอง"
แล้วก็ยัดพวงมาลัยทั้งหมดเค้ามาในรถ
เราถามกลับไปว่า "แน่ใจเหรอว่ามีเงินพอจ่ายทั้งห้าพวง(เอาของเราไปแล้วสี่สิบเท่ากับสองพวง) เงินไม่พอจ่ายระวังโดน"เค้า"ว่าเอานะ"
ตอนแรกน้องยังยืนยันว่าจะกลับบ้านพร้อมทั้งทำน้าจะร้องไห้ พยายามยัดเยียดให้เราช่วยเอาพวงมาลัยไปทั้งหมด
แต่หลังจากที่เรายังยืนยันบอกว่าให้คิดดีๆ น้องทำท่านับนิ้วแล้วทำตาโต แล้วบอกว่า"จริงด้วยผมเงินไม่พอ!!" แล้วยิ่งทำหน้าสลดหนักเข้าไปอีก
จากนั้นก็เดินคอตกไปขายคันอื่นต่อ
เราไม่รู้ว่าเป็นมารยาหรือละครที่เด็กขายพวงมาลัยใช้มาเป็นอุปกรณ์ให้เราสงสารแล้วจะได้เหมาของเค้ารึเปล่า เราไม่รู้ว่าไอ้"เค้า"ที่ว่าเนี่ยมันเป็นใคร
(แต่น้องยืนยันให้พวงมาลัยเราสองพวงแทนที่จะเก็บยี่สิบบาทไว้กินขนมเอง)
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาตอนเด็กๆ ว่าเด็กตามชนบทห่างไกลไม่ไปโรงเรียนเพราะไม่มีชุดนักเรียน
เด็กแถวโรงงานของพ่อหลายคนไม่ได้ไปโรงเรียนทั้งๆที่ทุกวันนี้เด็กเรียนฟรีถึงชั้นมัธยม แต่เพราะบ้านจนเลยต้องไปทำงานรับจ้างแทน
เลยมานั่งคิดๆดูว่าถ้าเรารวย เราจะเอาเงินไปช่วยให้เค้าได้มีโอกาสไปโรงเรียน
ด้วยเหตุนี้เลยทำให้เกิดอยากรวยขึ้นมาจริงๆ
(ที่บอกว่าต้องรวย เพราะถ้ายิ่งมีเงินมากก็ยิ่งช่วยได้มาก )
เคยแต่คุยเล่นๆกับเพื่อนๆไว้ว่า ถ้าโตไปมีเงินเหลือพอที่จะเอาไปช่วยเด็กๆได้เราจะไปช่วยเด็กๆกัน
แต่ตอนนั้นเป็นแค่การคุยเล่นๆเพราะเราก็มีเรื่องอื่นต้องคิดเต็มไปหมด เรื่องที่คุยกันจึงเป็นการพูดกันเพียงครั้งนั้นครั้งเดียวแล้วก็จบ
แต่ไหนๆก็ได้กลับมานั่งนึกอีกครั้งแล้วก็คิดว่ายังไงก็จะต้องทำให้ได้แน่ๆ แล้วไหนๆก็เอามาเขียนในนี้แล้ว ก็โฆษณาไว้เลยละกัน
ใครอยากจะร่วมขบวนการบอกเราได้ถึงเวลาจะได้ตามตัวถูก (ฮา)
แล้วเริ่มหยอดกระปุกรอไว้เลยก็ดีนะ ปัจจัยพร้อมเร็วเท่าไหร่เราก็ยิ่งได้เริ่มกันเร็วเท่านั้น
ว่าแต่มันจะมีกี่คนกันเชียวที่เข้ามาอ่านบลอกเราฟะนี่
Leave a Comment
03:51 AM, Wednesday 30 August 2006
.. Posted by คิวว์
อ่านบล็อกพี่แล้วเห็นรูรั้วรอยใหญ่
รูรั้วนั้นคือ เมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่า "รวย"
และมีวิธีการยังไงถึงจะไปถึงจุดที่เรียกว่า "รวย"
กว่าจะต้องฝันฝ่าไปให้ถึงเป้าหมาย ผมกลัวว่าทัศนะคติของพี่จะเปลี่ยนไป...
ปล่าวเลย ผมไม่ได้ดูถูกความตั้งใจจริงของพี่เมี้ยะ หากแต่การอยู่ใกล้ชิดชีวิตเจ้านายผม(ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทกว่าร้อยบริษัท)ทำให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอม "คนที่เคยอยากรวย" มาก่อนให้เปลี่ยนไป
แน่นอนว่าจุดประสงค์หนึ่งของเจ้านายผมที่อยากรวยคือ อยากทำบุญได้เท่าที่ต้องการ คล้ายๆกับความคิดของพี่
แต่เอาเข้าจริง เมื่อมาถึงจุดที่เรียกว่า "รวย"
บาง สิ่ง บาง อย่าง ก็เปลี่ยนไป....
เปลี่ยนไป....
......
.....
ผมกลัวว่า เมื่อพี่ไปถึงจุดนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าจะหล่อหลอมพี่ให้เปลี่ยนไปเช่นกัน...
..
..
เวลา ของพี่ ก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง
เพราะพี่จะไม่มีเวลาพอ...
ไม่มีเวลาพอ ไม่มีเวลาพอ ไม่มีเวลาพอ ไม่มีเวลาพอ ไม่มีเวลาอย่างเพียงพอ .... พอที่จะทำบุญ
สู้เราไม่หวังรวย เพียงแค่หวังพอกิน สามารถซื้อของได้ตามที่จำเป็น ตามความอยาก ความต้องการ และเหลือเงินส่วนที่จะบริจาคให้คนอื่นได้ (แม้จะไม่มากมายเท่าไหร่นัก)
เงินจำนวนน้อย แต่บริจาคบ่อยๆ ด้วยแรงตั้งใจของ คน หลาย คน ...
ผมว่าแบบนั้นคงดี....
08:12 PM, Wednesday 30 August 2006
.. Posted by meai
เมื่อเราอยู่ได้อย่างสบายโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ (เท่าที่คิดไว้คือ ตอนเริ่มงานเรื่องต่างๆน่าจะยังไม่ลงตัวเท่าไหร่เลยอาจจะต้องพึ่งอยู่บ้าง) มายถึงว่าเรามีเงินมากพอที่จะสามารถทำบุญได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (แต่ใครจะร่วมบริจาคเราก็ยินดี ^ ^ )
ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เป็นเศรษฐีมีเงินหลายล้านก่อนแล้วถึงค่อยเริ่มบริจาคนะจ๊ะ
แต่ที่อยากรวยมากๆแบบที่เขียนในบลอกเพราะถ้าเรารวยมากเราก็บริจาคได้มากไง แค่นั้นแหละ
เคยคุยกับแม่ไว้เหมือนกันเรื่องนี้เพราะแม่ก็ช่วยเด็กอยู่หลายคน แต่เราแค่อยากจะทำให้มันจริงจังอ่ะ อยากให้มันขยายวงกว้างๆ เพื่อที่จะช่วยได้มากขึ้น
เรื่องรวยแล้วจะได้ช่วยได้มากขึ้นเป็นแค่เป้าหมายอ่ะ แต่อย่างที่บอกอ่ะนะ ว่ากว่าจะไปถึงเป้าหมายก็ช่วยไปเรื่อยๆเหมือนอย่างที่น้องคิวว์พูดแหละ ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ หาเงินมาช่วยได้มากขึ้นก็เหมือนขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้ใกล้ขึ้น
02:46 AM, Thursday 31 August 2006
.. Posted by คิวว์
สมัยเด็กๆ ประมาณประถม ผมเคยคิดแบบพี่นะ
อยากรวยเยอะๆจะได้บริจาคเยอะๆ
เคยคิดว่าถ้ารวยจะบริจาคให้ขอทานทุกคนที่เจออย่างน้อยคนละ 1000
แต่ตอนนี้ผมองว่า สมัยเด็กๆผมคงคิดตื้นไป (ไม่ได้ว่าพี่เมี้ยนะครับ อย่าเข้าใจผิด)
วินาทีนี้ผมมองว่า การบริจาคเป็นการช่วยเหลือที่ช่วยคนได้น้อยที่สุด
ตอนนี้คิดอยากพาพวกคนเร่ร่อน(ที่เร่ร่อนเพราะจนจริงๆ) ไปหาที่พักให้ แล้วพาไปสมัครงาน โดยระยะแรกผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน แล้วหาทางให้เค้าสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้
ไม่รู้ว่าผมจะได้เริ่มโครงการแบบนี้เมื่อไหร่
ได้ข่าวว่าวันนี้ผมลาออกจากงาน กลายเป็นคนตกงาน
เงินก็ไม่กล้าขอที่บ้านใช้ซะด้วยสิเพราะจบแล้ว
แถมยังไปสร้างค่านิยมให้ที่บ้านด้วยการไม่ขอเงินที่บ้านใช้ตั้งแต่ปี4 เฮ้อ ตกลงว่าที่ทำไปนี่คิดถูกหรือคิดผิดนี่
...
...
ว่าจะเปิดร้านเล็กๆซักร้าน ถ้าเจ๊งบ๊งขึ้นมานี่ล่มจมเลยนะเนี่ย ยิ่งหยิ่งไม่ขอตังค์ใครใช้อยู่ กรรม - -'
ปล. ว่างๆไปทำบุญกันพี่ (ที่ไหนดี?)
06:51 AM, Thursday 31 August 2006
.. Posted by P'Joe ME
เราว่าการที่เราจะรวย หรือไม่รวยก็คงขึ้นอยู่กับตัวเราเองจริงๆแหล่ะ.. เน๊อะ.. เราพอใจที่มีแค่นี้.. ก็เท่ากะเรารวยแล้ว.. แต่ต่อไปเริ่มสร้างครอบครัวเราต้องมีภาระเพิ่มขึ้น.. ถ้าเราได้เงินเดือนเท่าเดิมก็เท่ากับว่าเราจน.. ถูกมะ?.. เพราะหาเงินมาได้น้อยกว่าที่ต้องใช้.. ความรวยความจนแบบวัตถุนิยมมันก็เป็นปัญหาโลกแตกอย่างนี้ไปเรื่อยๆอ่ะนะ..
แต่เราคิดอย่างนี้นะ.. เราคิดว่าตัววัดความรวยคือต้องวันที่ความสุขมากกว่า.. เพราะต่อให้มีฐานะ.. รวยแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีความสุข.. เน๊อะว่ามะ??..
สมมติ เราเป็นเด็กพเนจรข้างถนน.. มีเงินน้อยเดินขายพวงมาลัยตามสี่แยก.. ไม่ค่อยมีตังค์กินข้าว.. ปัญหาเราก็ไม่ได้เยอะไม่มีเรื่องต้องปวดหัว.. ความสุขของเราอาจจะเป็นการที่เราได้กินข้าวหมูแดงร้อนๆซักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง.. แต่มาลองคิดถึงนายกดิ.. รวยโคตรๆจะซื้ออะไรก็ได้.. แต่ต้องโดนคนมากมายมารุมทึ้งจับผิด จะเอาชีวิตก็มี.. แล้วเราจะรวยไปทำไมอ่ะ??.. ใช่ป่ะ?? ยกตัวอย่างเล่นๆนะไม่ได้มีประเด็น.. ไปดีกว่าเด๋วติดคุก.. อิอิ
09:44 AM, Thursday 31 August 2006
.. Posted by ส้ม
เมี๊ยะ--- (นึกซะว่า ลากเสียงยาวๆ)
blog เมี๊ยะมันอ่านยากอ่ะ
ขอสารภาพว่ายังไม่ได้อ่านของที่ตั้งแต่เมี๊ยะพิมพ์ไทยไม่ได้
ข้ออ้าง: อ่านหนังสือสอบอยู่ เจอตัวหนังสือลายๆตา พื้นหลังหลายๆสี แล้วมึนยิ่งขึ้น เลยขอแปะไว้ก่อน
แล้วจะแวะมาใหม่นะ
ขอให้โชค A กะการสอบ
(ท่องไว้ ท่องไว้: "อ่านเพื่อให้เทอมหน้าไม่ต้องอ่านอีกแล้ว" 5555X
ปล. ที่นี่ให้เปลี่ยน theme แก้ code เองได้ไหม? อยากช่วย
11:17 PM, Thursday 31 August 2006
.. Posted by meai
ส้ม: แก้ได้ แก้ให้แล้วนะจ๊ะ คือว่าไอ้รูปหลุมศพเนี่ยเราเอามาลงเองแหละ มันอ่านยากจริงๆนั่นแหละ แต่ด้วยความชอบส่วนตัวเลยไม่เอาออก แต่เพื่อส้มเมียะจัดให้ แต่เอาแค่นี้ไปก่อนนะ ถ้าจะให้สวยๆก็ต้องรอไปก่อน ตอนนี้สอบอยู่ อีกอย่างทำไม่เก่งด้วย แต่จริงๆก็หาเรื่องเล่นอยู่เหมือนกัน ขี้เกียจ"ท่อง"หนังสืออ่ะ เยอะชิบเป๋ง สอบพรุ่งนี้แล้ว ตายแน่ๆ แล้วเดี๋ยวว่างๆจะส่งโค๊ดไปให้ส้มเล่นบ้างละกันนะ (รอสอบเสร็จก่อนเหอะ )
น้องคิวว์: เห็นด้วยว่าการให้เงินไม่ใช่ทางออกที่ดี เราไม่ได้บริจาคแบบให้เปล่านี่ เห็นออกบ่อยเงินค่าหนังสือลูกไปลงขวดเหล้าพ่ออ่ะ เรืองแบบนี้ถ้าให้ไปแล้วต้องรู้ด้วยว่าเค้าได้อย่างที่เราตั้งใจจะให้จริงๆ อย่างน้อยๆเด็กๆก็ต้องเอาเกรดมาให้เราดูว่าเค้าตั้งใจเรียนจริง (คือไม่จำเป็นต้องเรียนดีอยู่ก่อนเราถึงจะช่วยแต่อย่างน้อยต้องให้เห็นว่าเค้าตั้งใจจริง)
ส่วนเรื่องชวนไปทำบุญ เมียะจะกลับบ้านต้นปีหน้า จัดโปรแกรมรอไว้ได้เลย อยู่นี่ไม่ได้ทำบุญเลยอ่ะ อยากทำบุญ เคยมีวัดแต่เค้าก็ยุบวัดไปแล้วเพราะวัดดันไปอยู่ในแหล่งอุตสาหกรรมแล้วแถววัดดันเป็นอู่พ่นสีรถ แล้วพวกสารเคมีทำให้พระไม่สบาย ไอ้จะไปบริจาคเงินหรือช่วยเหลือใครที่นี่ก็เป็นประเทศร่ำรวย ( เราก็รับบริจาคจากเค้าผ่านการเรียนฟรีอยู่เนี่ย)
พี่โจ: โหลๆ ไม่ได้คุยกันนานแล้วเนอะ คิดถึ้งคิดถึง สบายดีป่าวเนี่ย ว่าแต่ว่าพี่โจลากเค้าไปเกี่ยวกับนายกได้ไงเนี่ย
02:23 PM, Friday 1 September 2006
.. Posted by คิวว์
อ่านง่ายขึ้นเยอะเลยพี่ ฮี่ๆๆ
08:55 PM, Friday 1 September 2006
.. Posted by meai
โดยส่วนตัวแล้วปกติ เวลาอ่านคอมเทนท์จะใช้ cursor ลากทับเอา จะช่วยลดความลายตาได้มากทีเดียว ไม่รู้มีใครทำเหมือนเราปล่าว แต่ตอนนี้ก็คงไม่จำเป็นแล้วมั้ง
03:28 PM, Saturday 2 September 2006
.. Posted by ส้ม
เวลาส้มอ่าน ส้มก็ต้อง hilight หมดเหมือนกัน หุหุ
ขอบคุณมากๆที่เปลี่ยน อ่านสบายขึ้นเยอะ
โค้ดนะ ส่งมาเถอะ ถ้าไม่ลำบากเมียะน่ะนะ
ส้มกำลังอยากหาอะไรทำ อ่าน --- ขอโทษ, "ท่อง" --- หนังสืออย่างเดียว ชีวิตไม่มีความสุข
อืมคิดอีกที ส้มสมัคร Blogka ละกัน เอาไว้เล่น
12:43 PM, Monday 4 September 2006
.. Posted by Anonymous
ทุกวันนี้พกของกินติดกระเป๋าเยอะเลยว่ะ เอาไว้แจกคนจรจัดยากไร้แถวนี้ น่าสงสารอะ ให้ตังค์ก็กลัวซื้อข้าวไม่พอ จะพาไปกินข้าว มันก็ไม่ใช่เมืองไทย มันแพง ตัวชั้นเองยังนานๆกินนอกบ้านที จริงๆไม่รวยก็ช่วยคนอื่นได้ มีคนอีกตั้งหลายแบบให้เราช่วย เดี๋ยวกลับไทยแล้ว ชั้นจะไปสอนหนังสือที่โรงเรียนคนตาบอด มีทั้งสอนหนังสือ ทั้งอ่านนิทานหรือความรู้ทางวิชาการอัดใส่เทป เอาไว้ให้เค้าเปิดฟัง แกไปกะชั้นมะ ไปเหอะ เราเพื่อนกัน
|