Bjork / Meai | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
{ Last page } { Page 1 of 4 } { Next Page }Get this video and more at MySpace.com Leave comments by double clicking at comment counter next to each blog entry's date. Then scroll down to the very bottom you will see "leave comments" linkBreaking news
03:09 AM, Monday 13 November 2006
.. 12 comments
.. Link
แหม่ บลอกนี้ขอหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องการจะกระแดะหรืออะไร แค่ตอนแรกเขียนไว้ว่าจะเขียนเรื่องเที่ยวติดกันหกตอน แต่ไปๆมาๆก็ยุ่งซะจนไม่มีเวลา (อีกแล้ว) แค่ยุ่งเองนะ ไม่ได้จะเบี้ยว ฉะนั้นใครรออ่านเรื่องชีพจรลงเท้าย่ำแดนสแกนดิเนเวียหล่ะก็ ไม่ต้องตกใจไปเราไม่เบี้ยวแน่นอน แต่ขอให้รอนิดนึง วันนี้แค่อยากจะเข้ามาบันทึกอะไรย้อนหลังนิดนึงเก็บไว้ก่อนที่จะลืม และเป็นการเขียนเล่านู่นเล่านี่ไม่ให้มิตรรักแฟนเพลงที่มีอยู่น้อยนิดตีจาก เพราะขี้เกียจรอ แล้วไม่รู้ว่าจะใช้หัวข้ออะไรดี พอดีคำนี้มันแว่บเข้ามาในหัว ........ ไม่ได้เข้ามานานแล้ว จำได้ว่าครั้งล่าสุดเราได้อันดับสองของตำแหน่งขยันบลอก จนตอนนี้ร่วงไปอยู่อันดับสี่ ไอ้อันดับร่วงนี่ไม่แปลกใจ แต่แปลกใจว่าเราติดอันดับขยันบลอกกับเค้าเข้าไปได้ยังไงกัน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา(วันที่ หนึ่งเลย ต้นเดือนของแท้) หิมะแรกของปีลงมาแล้ว อยู่ดีๆก็ตกลงมาเลย วันก่อนหน้ายังเกือบสิบองศาอยู่เลยนะ แต่พอตื่นมาอีกวันก็ขาวโพลนเลย เดินออกมาจากหอ เห็นพวกฝรั่งหัวทองเอากล้องมาถ่ายกันใหญ่ พาลให้สงสัยว่ามันเป็นคนประเทศไหนกันเนี่ย พวกฝรั่งก็น่าจะเคยเห็นหิมะกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่น่าจะตื่นเต้นอะไรกันมากมาย ออกไปเจออาจารย์ ไปเดินเล่นในเมือง ขากลับนึกขึ้นได้ว่าเราก็มีกล้องอยู่ในกระเป๋า หิมะขาวๆ สะท้อนแสงไฟมันก็สวยดีนะ เลยถ่ายรูปไว้ซะหน่อย สรุปก็ได้กลายเป็นที่สงสัยให้คนที่ผ่านไปผ่านมาว่าเราจะถ่ายรูปไปทำไมกัน แหม่เมืองไทยไม่มีหิมะนี่นา ถึงแม้หิมะคราวนี้จะไม่ใช่หิมะแรกในชีวิต แต่เราก็ตื่นเต้นที่มันตกอยู่ดี ไปเล่าให้เพื่อนที่ไอซ์แลนด์ฟังว่าถ่ายรูปตอนหิมะตกเก็บไว้มันคงขำ ยังจำได้ติดตาเมื่อหกปีที่แล้วตอนที่เห็นหิมะครั้งแรกในชีวิตที่ไอซ์แลนด์ แล้วไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความตื่นเต้นว่านั่นเป็นหิมะครั้งแรกในชีวิต โรงเรียนแทบแตก!! เพราะเค้าแตกตื่นกันว่ามีคนที่เกิดมาไม่เคยเห็นหิมะด้วยเหรอ เออซิวะ ก็เรามันกะเหรี่ยงจากเมืองไทยนี่ พวกมันก็ไม่เคยเจออากาศร้อนๆเหมือนกันนั่นแหละ มาไทยมันก็กลายเป็นกะเหรี่ยงหล่ะวะ หิมะตกคราวนี้เราลงทุนถอยรองเท้าหน้าหนาวคู่ใหม่เลยเนื่องจากคู่เก่าดันรั่ว เดินแล้วรู้สึกว่าเท้าชื้นๆ ตลอด แต่ก็เป็นรองเท้าที่กันน้ำที่อุ่นที่สุดที่มีแล้วหล่ะนะ (ตอนที่มันยังไม่รั่วอ่ะนะ) เรื่องรองเท้าเนี่ยเราได้ทำวิจัยมาแล้วว่า ถ้าเท้าเราอุ่นเราจะไม่หนาวเท่ากับตอนที่เท้าเราเย็นถึงแม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าเท่าเดิม จำได้ว่ารองเท้าหิมะคู่แรกในชีวิตเป็นของยี่ห้อ Scarpa ที่ทำในอิตาลี ประเทศขึ้นชือเรืองรองเท้า บนรองเท้ามีป้ายเล็กๆเขียนติดไว้ว่า "รองเท้าที่จะพาคุณไปทุกที่" เราเป็นคนที่เชื่อว่าเสื้อผ้าไม่สำคัญเท่ารองเท้าที่จะต้องใส่สบายเพราะเราชอบเดิน รองเท้าที่ใส่สบายจะทำให้เราเดินได้นานโดยไม่เมื่อยง่ายๆ รองเท้าไม่ดีนอกจากจะเจ็บเท้าแล้วก็ยังทำให้พาลปวดเข่าหรือลามขึ้นไปปวดหลังอีกด้วย Scarpa คู่นั้นใส่สบายมากจนติดใจและเชื่อแล้วว่ารองเท้าอิตาลีนี่สมราคาคุยจริงๆ แต่ที่น่าตกใจคือเมื่อตอนที่ไปอิตาลีรองเท้ายี่ห้อ บาจา( Bata) ที่เป็นป้ายแบบเดียวกับที่เมืองไทย และมีโลโก้ เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง ได้ถูกจัดเป็นรองเท้ามียี่ห้อ และเป็นของแพง ระดับที่ว่าลดราคาแล้วก็ยังแพงอยู่เลยทีเดียว เล่าให้เพื่อนฟังว่าตอนเด็กๆก็ใส่รองเท้ายี้ห้อนี้ไปโรงเรียนเป็นเวลาหลายปีตั้งแต่อนุบาลยันก่อนเข้ามหาวิทยาลัย มันถึงขั้นตกใจจนนึกว่าบ้านเรารวยมากไปตามๆกัน ฮ่าๆๆ แต่พอเราซื้อรองเท้าปุ๊ป อากาศก็อุ่นขึ้นปั๊ป หิมะก็ละลายหายไปหมด นี่ละนะมันเป็นดวง ซื้อร่มปุ๊ป ฝนไม่ค่อยตกเลยหรือไม่ก็ตกตอนเราอยู่ในอาคารแต่พอเราออกข้างนอกพร้อมร่มเมื่อไหร่ฝนตกอย่างกับฟ้ารั่วทุกครั้งไป ซื้อรองเท้าคราวนี้ก็เหมือนกัน ซื้อปั๊ปอากาศอุ่นขึ้นมาปุ๊ป จากประสบการณ์แล้วเราว่าหิมะที่เพิ่งตกไปเป็นผลเพราะพายุหิมะเข้าทางตอนเหนือของสวีเดนแล้วลมแรงจัดเลยพัดเผื่อมาทางใต้ด้วย เราเลยได้อานิสงส์มีหิมะเล่นไปด้วยในตัว แต่ถึงหิมะจะละลายไปหมดแล้ว แต่อากาศก็ยังเย็นอยู่ดี เพราะอุณหภูมิช่วงนี้ก็ประมาณห้าองศาเป็นอย่างมาก เมื่อวานมีโอกาสได้ไปปาร์ตี้ที่มหาวิทยาลัยจัด เป็นของ กลุ่มนักเรียนกลุ่มนึงที่จัดขึ้นมาแล้วตั้งชื่อว่า international party เป็นธรรมเนียมของคนที่นี่ว่า เนื่องจากเหล้าแพงเลยต้องกินไปจากห้องให้พอกึ่มๆก่อนแล้วค่อยออกจากบ้าน แล้วตามผับหรือตามปาร์ตี้เนี่ยเค้าจะไม่ค่อยให้คนเข้าง่ายๆถึงแม้จะมีบัตร คนต้องต่อแถวเข้าคิวเพื่อรอเข้างาน เพื่อที่จะทำให้ดูเหมือนว่าข้างในสนุกมาก คนเยอะ เลยไม่อยากออกกัน นักเรียนไทยในเมืองเรารู้งานกันดี เตรียมบิ้วท์ไปจากห้องเพื่อความเฮฮาแบบประหยัด ไปถึงก็ไปรอต่อคิวท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ มีฝรั่งมาแทรกคิวเราด้วยเป็นผู้หญิงกับผู้ชายมาแทรกกันหน้าด้านๆเลย เรามองหน้าเค้ามีการมองกลับพร้อมส่งสายตาท้าทายด้วยว่าเราจะทำอะไรมันได้ รู้จักเราน้อยไปซะแล้ว ถึงแม้ว่าแก๊งนี้จะดูหัวดำเป็นกะเหรี่ยงเมาๆ รั่วๆ แต่เราก็ไม่ได้เมาอย่างที่เค้าคิด ถึงแม้จะรั่วเป็นกิจวัตร เลยสะกิดแล้วด่าไปเต็มๆจนเค้าทนไม่ได้ต้องออกจากแถวไป ( ต่อมานานเราก็หนาวนานมีคนมาแทรกใครจะยอมหล่ะ) แต่เค้าก็ไม่ได้สำนึกเลยนะ (- -") ก็ยังไปแทรกคนอื่นต่อตรงข้างหลัง (มันคงกลัวว่าถ้าไปแทรกข้างหน้าเราจะตามไปด่ามันอีก) คนข้างหลังเค้ายังมารอไม่นานเท่าไหร่เจอแทรกไปยังงั้นเลยไม่โวย นี่ขนาดว่าเค้าเป็นฝรั่งนะนี่ยังมีแซงคิวอีก งงไปเลยครับพี่น้อง จำได้ว่าตอนไปเยอรมัน แล้วเจอคนมาแซงคิวข้างหน้าถัดไปอีกสามคน คนที่โดนแทรกไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่อยู่ถัดไปกลับด่ากระจายจนทั้งคนแทรกและคนโดนแทรกต้องออกไปต่อแถวข้างหลังด้วยความอับอายในการไม่เคารพสิทธิของคนอื่น ไม่คิดว่าจะมาเจออย่างนี้ที่สวีเดน ถึงแม้คนไทยจะใจดี แต่เราก็ไม่ชอบให้ใครมาละเมิดสิทธิ์ของเราโดยเฉพาะในวันอากาศหนาวเหมือนกัน พวกเราต่อคิวกันเป็นชั่วโมง กว่าจะถึงทีเรา (อย่างกับตอนไปรอคิวเข้า วาติกันมิวเซียมแหนะ แต่อันนั้นรออยุ่สามชั่วโมงแหนะ แต่ก็คุ้มที่ได้เข้าไปดู) ไปถึงปุ๊ป เค้าบอกว่าไม่ให้เข้าเนื่องจาก ถึงแม้ในตั๋วจะเขียนว่าใช้บัตรนักเรียน(ซึ่งไม่มีรูป) กับบัตรไอดีที่มีรูป ( photo ID) แต่เค้าก็ไม่รับบัตรไอซิก (ISIC) ซึ่งพวกเรามีกันถ้วนหน้า เพราะไปที่ยังงั้นใครจะบ้าพกพาสปอร์ตกันหล่ะ หายมาหล่ะมีเฮแน่ อีกอย่า STATRAVEL ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำบัตร ISIC ก็เป็นสปอนเซอร์ให้กลุ่มนี้อยู่ ขึ้นป้ายโฆษณาซะทั่วมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ใครจะไปคิดว่าเค้าจะไม่ให้ใช้ ขนาดตอนสอบไอ้บัตรที่ว่านี่ยังใช้ได้เลย งงอยู่เหมือนกันว่ารัฐบาลสวีเดนรองรับว่าบัตรนี้ใช้ได้แต่นักศึกษากลุ่มนี้ซึ่งได้เงินสนับสนุนจากเจ้าของบัตรกลับไม่รับ นี่ถ้าเราเขียนจดหมายไปเล่าให้สตาทราเวลฟังเค้าจะถอนเงินสนับสนุนไหมเนี่ย อยากลอง แต่ก็กลัวบาปอยู่เหมือนกัน คุยไปคุยมากับคนคุมทางเข้า เค้ายอมจ่ายเงินคืนเราแต่โดยดี สงสัยคิดว่าเราไปกันไม่กี่คน แต่พอถึงเวลาส่งบัตรคืนจริงๆ เค้าเห็นว่ามีอยู่เจ็ดใบก็ทำท่าตกใจขึ้นมาเลย คงไม่คิดว่าจะต้องคืนเงินเยอะขนาดนั้น อยากจะให้เราเข้างานก็คงกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้แล้ว เลยต้องกลืนน้ำตาพร้อมทั้งคืนเงินทั้งหมดมาแทน ไม่รู้ว่าเราร้ายกับเค้าไปรึปล่าว แต่เราเซ็งที่รอคิวมาเป็นชั้วโมงแล้วไม่ได้เข้างาน เลยแอบบ่นเค้าไปหน่อยนึง ว่าทีหลังทำอะไรให้เคลียร์หน่อย ไม่ใช่ให้เรามารอตั้งนานแล้วก็เข้าไม่ได้แบบนี้ เค้ามีการเถียงเราด้วยว่าก็ระบุไว้ในบัตรแล้วเรื่อง photo ID เลยเจอเราถามไปว่า แล้วบัตร international student ID card (ISIC) ของ STATRAVEL เนี่ยมันไม่เข้าข่าย photo ID ตรงไหน ก็อึ้งไปตามๆกันเพราะเค้าผิดเต็มๆ ก่อนออกมาความคิดชั่วร้ายก็บังเกิด อยากจะตะโกนบอกคนในแถวว่าถ้าใครมีแต่บัตรนี้ให้ไปแลกเงินคืนซะ แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะดูจะเป็นนางมารไปนิดนึง ให้เค้าไปด่าเอาเองดีกว่า ฮ่าๆๆ นักเรียนไทยเลยยกโขยงกลับมาจัดปาร์ตี้กันต่อที่ห้องพร้อมด้วยอุปกรณ์ครบครัน ขนม เครื่องดื่ม ดนตรี และวินนิ่ง (ซึ่งดูท่าทางจะเป็นของที่ขาดไม่ได้ซะแล้ว) เราว่าจัดปาร์ตี้เองกับพวกคนไทยก็ดูอบอุ่นไปอีกแบบ ถึงแม้คนที่นี่จะไม่ได้เมาแล้วพูดภาษาอังกฤษ ที่เป็นโรคติดต่อของเด็กเอสไอ หรือไม่ได้พูดเป็นภาษาสวีดิช เพราะเหตุผลหลายประการ แต่พวกเราก็รั่วได้แบบไม่บันยะบันยังจนกลายเป็นเอกลักษณ์ไปซะแล้ว พูดถึงภาษาสวีดิชแล้วก็เศร้าอยู่มาปีกว่าจนจะเรียนจบอยู่แล้ว ยังพูดไม่คล่องเลย สาเหตุคงเป็นเพราะไม่ได้ฝึก เนื่องจากเราโชคร้ายไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นชาวสวีดิชแท้ๆเท่าไหร่นัก ที่บ้าพอจะคบกับเราได้ก็ดันขี้เกียจทนฟังภาษาสวีดิชกระท่อนกระแท่นของเราอีก เลยทำให้ส่วนใหญ่เลยคุยกันเป็นภาษาอังกฤษแทน จะไปขอสมัครฝึกงานเล่นๆก่อนกลับบ้าน เค้าก็ไม่รับถึงแม้คุณสมบัติข้ออื่นจะครบหมด แต่ก็ติดเรื่องภาษาที่ไม่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์พอที่จะเข้าประชุมหรือทำรายงานเป็นภาษาสวีดิชได้ วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาวสวีดิชแท้ แต่หลงรักเมืองไทยอย่างมากมาย เดินทางเข้าออกเมืองไทยมาตั้งแต่ปี คศ.๑๙๖๗ (สมัยนั้นพ่อเรายังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลยมั้ง) ไปบ่นให้เค้าฟังเรืองเสียดายที่จะกลับแล้วยังต้องพูดภาษาอังกฤษกับคนสวีดิชอยู่เลย เค้าบอกว่าพูดอังกฤษอ่ะดีแล้วเป็นชาวต่างชาติ มาพูดกระท่อนกระแท่นอยู่มันเหมือนพวกอพยพ คนจะมองเราไม่ดี อยู่อย่างนี้ เค้ามองว่าเราไม่เป็นนักท่องเทียวก็นักเรียน คนจะอยากช่วยเรามากกว่า นึกๆดูเค้าแล้วก็รุ้สึกว่าผิดกับคนไทยที่อยากจะช่วยเวลามีคนอยากเรียนภาษาไทย (เราเองก็คุ้นๆกันอยู่กับประโยค practice makes perfect ของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง) เค้าบอกว่า นี่เป็นความน่ารักของคนไทยที่ทำให้ประเทศเรามีสเน่ห์ ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ภูมิใจซะจนตัวแทบลอยที่มีแต่คนรักเมืองไทย รู้รึปล่าวว่าตอนนี้ เมืองไทยติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่ง ของคนที่นี่ไปซะแล้ว เมื่อวานตอนรอคิวเข้างานก็มีผู้ชายคนนึงเดินมาชวนคุยว่ามาจากไหน เพราะเค้าเคยไปอยู่ญี่ปุ่นกับใต้หวัน พอเค้ารู้ว่ามาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละก็เริ่มโม้เชียวว่าแม่เค้าไปเมืองไทยทุกปีไม่เคยคิดจะเปลี่ยนประเทศเลย เค้าเองก็อยากไปบ้างขาดก็แต่ปัจจัย เราฟังเรืองพวกนี้กี่ทีก็ภูมิใจว่าใครๆก็รักเมืองไทย ยิ่งนึกยิ่งอยากกลับบ้านไป อิ่มเอมกับความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของบ้านเรา หลายคนชอบเที่ยวเมืองนอก ตัวเราเองเรียนจบแล้วก็มาเรียนต่อเมืองนอก แต่ลึกๆแล้วเรารู้ว่า "เรารักเมืองไทยมากกว่าที่ไหนในโลกเลยนะ"
ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๒)ย่ำ Stockholm
04:35 PM, Thursday 26 October 2006
.. 3 comments
.. Link
หลังจากที่ย้ายเข้าหอ มาได้ยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ก็มีเหตุให้ต้องเดินทางอีกแล้ว สืบเนื่องมาจาก ช่วงเดือนกันยาฯแม่โทรมาบอกว่า ไมล์การบินของสมาชิก star alliance ที่สะสมไว้มีเยอะมากแล้วก็กำลังจะหมดอายุ แม่เลยเอาไปแลกตั๋วให้น้องมาสวีเดนได้สองใบ ช่วงน้องปิดเทอมเดือนตุลาฯ ฟังแล้วก็งงๆ อย่างกับชิงโชคทองจากซองบะหมี่กึ่งสำเร็จสำเร็จรูปแหนะ วุ่นวายกัยเรื่องการเตรียมเอกสารการขอวีซ่าให้น้องได้ซักพัก จากนั้นก็วุ่นกับการวางแผนเที่ยวอีก ที่สำคัญทำยังไงถึงจะลางานได้ไม่น่าเกลียดเพราะจะต้องหายไปร่วมสองอาทิตย์ รีบปั่นงานที่โรงงานให้เสร็จ จากนั้นก็บอกว่าจะต้องมาเจออาจารย์ที่มหาวิทยาลัย แล้วอาจจะต้องอยู่ที่นี่ซักพัก ส่วนอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเราก็บอกเค้าว่าบริษัทให้กลับมาทำงานที่นี่ได้ เรื่องเป็นอันจบ แผนการขาดงานสองอาทิตย์แต่ยังได้เงินอยู่ (ฮา) ตอนที่ขนของกลับมาที่เมืองไม่รู้เป็นเพราะเป็นกรรมที่ไปหลอกบริษัทไว้หรือว่าอะไร นั่งรถมาตั้งนานฝนไม่ตก พอลงจากรถมาเอากระเป๋าปุ๊ปฝนตกยังกับฟ้ารั่ว ที่สำคัญของเยอะมาก กางร่มไม่ได้เลย ต้องเดินตากฝนตั้งนานกว่าจะเข้ามาถึงในอาคาร วันรุ่งขึ้นตื่นมาเลยเป็นไข้เลย แถมวันถัดมาต้องลากสังขารอันไม่สมประกอบไปที่สต๊อกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน เพราะนัดเจอน้องที่นั่น ถ้าถามว่าstockholmแปลว่าอะไร ตอบได้คำเดียวว่าไม่รู้ แต่ก็พอจะเดาได้อยู่ Stock = ท่อนซุง, ไม้ ส่วน Holme =เกาะเล็กๆ เอาไปรวมกันให้เป็นภาษาสวยงามเอาเอง เรื่องแบบนี้เราไม่ถนัดนัก เดี๋ยวจะได้ชือประหลาดๆไปแทน ไปเที่ยวกันแบบชีพจรลงเท้ามากๆ เพราะเดินกันเยอะมาก เข้าพิพิธภัณฑ์นู้นออกพิพิธภัณฑ์นี้ เดินกันเป็นวันๆเลยทีเดียว ก่อนไปเพื่อไม่ให้ขายหน้าน้องว่าอยู่มานานไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับประเทศเค้าเท่าไหร่ เราเลยลงทุนไปโหลดข้อมูลจากเวบการท่องเที่ยวของเค้ามาเพียบ แต่สุดท้ายก็แทบจะไม่ได้อ่านเท่าไหร่เพราะก็ยุ่งๆเรื่องทีซิส แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า สต๊อกโฮล์ม สร้างอยู่บนเกาะตั้งสิบสี่เกาะแหนะ (มิน่าหล่ะน้ำเยอะเชียว) แล้วราชวงศ์ของสวีเดนมีชื่อว่า "วาซ่า" (ชื่อเหมือนตึกเรียนเราเลย นี่ถ้าเมืองไทยเอา method นี้ไปใช้บ้างจะคุกไหมเนี่ย) พระราชินีสวีเดนชอบไปดึงหน้า (อันนี้ไม่ได้อยู่ในเวบการท่องเที่ยวแต่เป็นอะไรที่คนแถบนี้เค้ารู้กันดี) แล้วก็ถ้าไปพระราชวังต้องไปดูเค้าเปลี่ยนเวรทหารกันตอนเที่ยง เปลี่ยนเวรทหารเนี่ยเราไปดูมา ให้ความรู้สึกเหมือนดูโชว์อะไรไม่รู้เพื่อนักท่องเที่ยวเลย ไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าที่เค้าทำอยู่นี่มันจริงจังเลย มีวงโยฯเดินนำทหารออกมา แล้วมีลุงทหารคนนึงเป็นวาทยากรนำวงโยฯ ลุงแกนำไปก็เต้นไปด้วย น่ารักดี ดูลุงแกเต้นเพลินจนลืมไปเลยว่า ที่ดูอยู่หน่ะ เป็นวงของทหาร ลุงแกเต้นไปก็ยิ้มให้กับลูกทีมไปด้วย คนในแบนด์ถึงแม้จะไม่เต้นแต่ก็ยิ้มให้ลุงกันตลอด พอเปลี่ยนเวรเสร็จก็มีคนไปขอถ่ายรูปกับทหารกัน ทั้งที่เพิ่งออกเวรและพวกทหารวงโยฯ ทหารตามป้อมจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่หล่ะทีนี้เพราะถ่ายใกล้มากไม่ได้จะโดนเค้าดุเอา ผิดกับทหารที่เสร็จภารกิจแล้วทั้งหลายที่ยืนเก๊กยิ้มให้ถ่ายรูปกันซะอย่างกับนายแบบมืออาชีพเลย โดยเฉพาะถ้าตัวประกอบฉากเป็นสาวๆ เห็นแล้วคิดถึงเรื่องเล่าที่น้องบอกว่าเมืองไทยทุกวันนี้คนแห่ไปถ่ายรูกับทหารและรถถังแล้วทำท่าแปลกๆ เพื่อที่จะได้ลงหนังสือพิมพ์ยังไงยังงั้น ตั้งแต่ที่ไปเที่ยวๆมาในสต๊อกโฮล์มมีสถานที่สุดโปรดอยู่สองที่ ที่แรกพิพิธภัณฑ์เรือรบโบราณที่ชื่อว่า Vasa Museum หรือที่คน Swedish เรียกว่า Vasa museet(vasa อีกหล่ะ) http://europeforvisitors.com/europe/articles/vasa_museum.htm เดินเข้าไปจะเห็นเรือรบโบราณลำใหญ่มากๆอยู่ลำหนึ่ง เรือรบลำนี้ทำด้วยไม้ทั้งลำ จัดได้ว่าเป็นเรือรบรุ่นเก่าที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน เรือลำนี้ถูกสร้างเพื่อที่จะเอาไปรบในสงครามแถบทะเลบอลติกที่สวีเดนเคยเป็นใหญ่มาก่อน ถึงขั้นครอบครองฟินแลนด์ได้ทั้งประเทศ เลยนะ (ก่อนที่รัซเซียจะมายึดเอาไปเป็นเมืองขึ้น) กษัตริย์กุซต๊าฟที่สอง (Gustaf II)เป็นคนสั่งให้สร้างขึ้นมาโดยหวังจะให้เป็นเรือที่ทรงอนุภาพที่สุดในน่านน้ำแถบนี้ (กษัตริย์ที่นี่ชื่อซ้ำมากโดยเฉพาะ Gustaf กับ Carl กษัตริย์องค์ปัจจุบันก็มีชื่อว่า Carl XVI Gustaf ลูกเค้าก็ชื่อ Carl อีก แต่เป็น Carl Philip) ด้วยความที่อยากให้เป็นเรือรบที่ทรงอนุภาพเลยสั่งให้บรรทุกบืนใหญ่มากกว่าเรือปกติถึงสองเท่า ประกอบกับความที่ต้องรีบไปรบในสงคราม เลยทำให้งานออกแบบเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบ การกะระยะและการคำนวนแรงลอยตัวของเรือจึงไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ท้องเรือแคบจนเกินไปเมือเทียบกับน้ำหนักที่จะต้องแบกไป สุดท้ายแล่นออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็จม (ล่มปากอ่าวของแท้หล่ะทีนี้) พอเรือจมเค้าก็มีการสอบสวนกันด้วย เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเรือลำนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความหวังสูงสุดของการครอบครองน่านน้ำแถบนี้ งบประมาณมากมายมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับเรือก็จมลงไปพร้อมๆกัน แต่สุดท้ายตามบันทึกคำให้การก็ไม่สามารถระบุได้ว่าใครผิด เพราะ คนที่ผิดจริงๆคือกษัตริย์ ที่เร่งงานเค้าไปทั่วและพอใครคัดค้านอะไรก็ไม่ฟังซะด้วยสิ (โดยเฉพาะพวกวิศวกรต่อเรือ) แล้วหลังจากที่จมไปแล้วห้าสิบปีถึงจะค่อยไปกู้เรือขึ้นมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่เรือลำนี้ยิ่งใหญมากเลยนะอลังการงานสร้างแบบสุดๆ หัวเรือเป็นรูปสิงโตทะยาน ท้ายเรือเป็นไม้แกะสลักลวดลายต่างๆ ข้างลำเรือตรงช่องปืนเป็นหน้าต่างแบบเปิดขึ้นแกะสลักเป็นรูป หน้าสิงโตคำราม (เค้าบอกว่าเอาไว้ขู่คู่ต่อสู้ แต่เราดูแล้วก็ไม่คิดว่ามันจะได้ผลอ่ะนะ นอกจากคู่ต่อสู้จะเข้ามาอยู่ในระยะประชิดข้างลำเรือเหมือนที่เราได้ไปยืนดูข้างๆตรงที่ที่เค้าจัดให้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็คงจะโดนบรรดาปืนใหญ่ที่ถูกบรรทุกไปกับเรือวาซ่ายิงพรุนก่อนแน่ๆ ก็เล่นเอาไปเยอะขนาดนั้น ) ความอลังการของเรือ บวกกับวิธีการจัดรูปแบบการแสดงเรือของพิพิธภัณฑ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นแสง การแสดง หรือแม้กระทั่ง layout ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าไปแล้วคุ้ม
ที่ที่สองคือแถบเมืองเก่า หรือที่มีชื่อภาษาสวีดิชว่า Gamla stan ที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่เรียกว่า royal palace หรือพระราชวังหลวง ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกราชวงศ์ แต่ตอนนี้เป็นแค่ที่ทรงงานของ king กับ queen เท่านั้น ส่วนที่ประทับจริงๆเป็นอีกพระราชวังนึงที่มีชื่อว่า Drottningholm อันนี้แปลออกมาตรงตัวได้ว่าเกาะเล็กๆของพระราชินี (เอามันทื่อๆอย่างนี้แหละ ถ้าจะเอาครีเอทมากต้องใช้บริการโก้อีก เกรงใจ) แต่ที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่พระราชวังหรอกนะ แต่เป็นบ้านเรือนที่อยู่ในเมืองเก่ารวมทั้งถนนหนทาง ให้ความรู้สึกคลาสสิกสุดๆ แถมยังมีร้านกาแฟที่ขายขนมพวกเบเกอรี่ แต่งร้านนั่งสบาย (แต่ราคาไม่สบายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แพงมากอย่างพวกสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราที่กะมาฟันนักท่องเที่ยวล้วนๆ เราเคยเห็นโรตีที่สเม็ดอันละแปดสิบด้วย ขอบอก) ร้านขนมพวกนี้นอกจากจะแต่งสวย นั่งสบาย บรรยากาศดี ขนมอร่อยแล้ว ยังขายพวกขนมที่เป็นขนมประจำชาติที่ร้านแถบอื่นไม่ค่อยขายกันอีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่วันดีคืนดี มกุฎราชกุมารี หรือเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งสวีเดน จะออกมาขี่จักรยาน แล้วแวะพักจิบน้ำชา พร้อมทั้งชิมขนมจากร้านรวงแถวนี้ ปะปนอยู่กับสามัญชนสวีเดนทั่วไป นี่หล่ะมั้งข้อดีอีกหนึ่งอย่างของสวีเดน คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเสมอ เพราะฉนั้นอย่าเว่อร์ ให้เมื่อยเลย พูดถึงเรื่องเท่าทียมกันแล้วนึกได้ว่าตอนแรกประเทศนี้จะเริ่มเก็บเงินค่าเทอมแล้วโดยจะเก็บพวกนักศึกษานอกประเทศอียู แต่นั่นจะทำให้ขัดกับรัฐธรรมนูญสวีเดนที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ดังนั้นการเหยียดผิวและเพศจึงเป็นเรื่องผิดกฏหมายร้ายแรง ขนาดแค่ต่อยกันในผับยังติดคุกเป็นปีเลย แล้วกฏหมายห้ามการเหยียดผิวและเพศที่มีโทษแรงกว่าหลายเท่า ใครเล่าจะกล้าเสี่ยง เป็นสาเหตุให้ถ้าจะเก็บค่าเล่าเรียนก็ต้องเก็บทุกคน รวมทั้งนักเรียนชาวสวีดิชด้วย เลยเป็นเหตุให้เป็นข้อถกเถียงกันใหญ่โต เพราะอัตรา ภาษีที่นี่แพงมากๆ ขนาดเราได้จ่ายภาษีในราคานักเรียน รวมทั้งเงินที่ได้ก็ไม่ได้มากมายก่ายกองอะไรเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานจริงๆ เงินภาษีที่เราจ่ายอยู่ทุกเดือนยังมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของบัณฑิตจบใหม่จากคณะทางสายวิศวะฯบางคนซะอีกแหนะ ภาษีแพงขนาดนี้ถ้ายังต้องมาจ่ายค่าเทอมอีกใครจะยอม ก็เกิดการโวยขึ้นมาเป็นเรื่องราวใหญ่โต สรุปสุดท้ายทุกอย่างเลยต้องยังฟรีเหมือนเดิม และด้วยกฎหมายนี้ด้วยหล่ะมั้งที่จะทำให้อีกหน่อยสวีเดนจะเป็นชาติแรกของโลก ที่มีมงกุฎราชกุมารีที่จะได้ครองตำแหน่งราชินีถูกต้องตามกฏหมาย ทั้งๆที่ก็มีผู้ชายอยู่ในราชวงศ์ แต่แค่เพียงเพราะเกิดทีหลังเท่านั้นเอง ทั้งๆที่ตอนแรกก็ได้ให้เจ้าชายเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งแต่พอมีกฎหมายอันนี้ออกมาปุ๊ปทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนทันที ช่างเป็นประเทศที่ดีจริงๆ
ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๑)
03:06 PM, Thursday 26 October 2006
.. 2 comments
.. Link
หายหน้าหยตาไปนานเลยจากเที่ยวที่แล้วด้วยเหตุผลหลายประการ ที่หนักที่สุดคงเป็นเพราะยุ่ง ชีพจรลงเท้าตลอด แล้วยิ่งมีอะไรทำเยอะเรื่องเล่ามันก็ยิ่งเยอะตามจนไม่รู้จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดยังไงดีที่จะไม่ให้งง ชีพจรลงเท้าอันดับแรก คือย้ายบ้าน ใช่แล้ว ย้ายบ้าน อีกแล้ว !!! ตั้งแต่มาอยู่เราว่าเราย้ายบ้านบ่อยที่สุดเลยมั้ง นับๆดูช่วงเวลาสิบสามเดือนที่อยู่ๆมาเราต้องทำการขนย้ายไปทั้งหมดราวๆเจ็ดครั้งได้ ไม่ได้ย้ายเพราะชอบเก็บของหรือขนของแต่อย่างใด ที่จริงออกจะขี้เกียจด้วยซ้ำ แต่ก็มีเหตุให้ต้องย้ายอยู่ตลอด ครั้งล่าสุดนี่เป็นการย้ายกลับมาจากเมืองบ้านนอก เพราะงานใกล้จะเสร็จแล้วเลยค่อยๆทะยอยย้ายกลับมาได้ แต่ด้วยความที่ไม่อยากอยู่ที่นั่นจัด บวกกับที่ได้อพาร์ทเมนท์จากพี่นักเรียนไทยอีกคนพอดี( ก็ไอ้ที่จะย้ายเข้ามาเมื่อนานมาแล้วนั้นแหละ) ก็เลยย้ายมันซะให้จบๆไปในคราวเดียวซะเลย ช่วงก่อนย้ายบ้านเลยต้องจัดการเคลียร์งานให้เรียบร้อยเป็นเหตุให้ไม่ได้อัพสเปซอีกเช่นกัน แค่เคลียร์งานก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว ไม่เหลือแรงไว้อัพสเปซหรอกนะ ฮือๆ วันแรกที่มาอยู่รู้สึกโหวงๆโล่งๆ เพราะเราเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนมาตลอด ความที่เคยอยู่ "บ้าน" แล้วต้องมาอยู่ "หอนักเรียน" มันก็แปลกๆดี อีกอย่างตั้งแต่ย้ายออกจากบ้านที่เราอยู่มาเป็นปีมาอยู่บ้านมุก แถมเวลาไปทำงานที่บ้านนอกแล้วเค้าก็ให้เราไปอยู่บ้านอีก แล้วก็ได้อยู่กับมุกอีก พอมาอยู่หอคนเดียววันแรกที่ตื่นมา ก็งงๆกับชีวิตว่า "มุกหายไปไหนเนี่ย" แต่พออยู่ๆไปก็เริ่มชินนะ ให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ธรรมศาสตร์อีกครั้ง เพราะที่หอนี้ก็มีนักเรียนไทยอยู่พอสมควร ตอนเย็นก็กินข้าวด้วยกัน กินเสร็จก็ไปนั่งเล่นเกมส์กัน เป็นอย่างนี้ทุกวันชนิดหนังสือหนังหาไม่ต้องแตะกันเลยทีเดียว (ดีนะที่เราไม่ต้องเรียนแล้ว ใครที่ยังเรียนอยู่ก็รับกรรมไป ฮ่าๆๆ ) พูดเรื่องกินข้าวทำให้นึกถึงห้องครัวขึ้นมาได้ ครัวที่นี่เป็นครัวรวม หนึ่งห้องครัวเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ เป็นสมบัติของคนทั้ง corridor ปัญหาวุ่นวายจึงตามมา เราเคยอยู่บ้านมาตลอด (ถ้าไม่นับที่หอธรรมศาสตร์ที่ไม่มีครัว) จะทำอะไรก็เก็บจนสะอาด ขยะทิ้งวันต่อวัน ไม่มีพื้นเหนียวๆยกเท้าไม่ขึ้นมาให้กวนใจ ตอนที่อยู่บ้านต้องมากินข้าวที่หอนี้ แต่เป็นที่ corridorอื่น ก็ดูจะโอเคดีนะ ถึงแม้จะไม่ได้เรียกว่าสะอาดสุดๆเหมือนที่บ้านเพราะคนใช้กันเยอะ แต่ก็เรียกได้ว่าสะอาดหล่ะนะ แต่ไม่รู้ว่าไปทำกรรมมาแต่ชาติปางไหน... ที่ corridor เราดันสกปรกชนิดที่ถึงขั้นว่า ต้องขอไปกินข้าวที่ครัวอื่นเลยทีเดียว วันแรกที่มาแล้วทำกับข้าวกินกัน เปิดตู้ใต้อ่างล้างจานที่เป็นที่ใส่ถังขยะมานี่แทบเป็นลม ทุกตารางนิ้วถูกปกคลุมไปด้วยขยะ ทั้งที่อยู่ในถังและนอกถัง !! แมลงหวี่บินออกมาเหมือนมันจะดีใจมากที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากกลิ่นเหม็นทรมานใจ เรากับเพื่อนคนไทยถึงขั้นต้องสบถออกมาเป็นภาษาบ้านเกิดสมัยพ่อขุนรามคำแหงอย่างเต็มเสียง เพราะคนไทยใจดีเราเลยร่วมลงมือเก็บขยะเอาไปทิ้ง ไม่น่าเชื่อว่าใต้กองขยะที่หมกๆอยู่จะมีกระดูกหมูที่ถูกแทะแล้ววางทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่อย่างเย้ยฟ้าท้าดินไม่มีการปกปิดด้วยถุงพลาสติกหรืออะไรทั้งสิ้น จากการชันสุตรสถานที่เกิดเหตุเราสันนิษฐานว่าเป็นการทิ้งอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพราะมันร่วงออกมาอยู่นอกถัง ภาษาพ่อขุนฯที่เป็นแบบอย่างการอนุรักษ์สัตว์เลื้อยคลานจึงได้ออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนชาวต่างชาติที่อยู่นอกครัวได้ยินกันอีกครั้ง ไม่ต้องใช้สลิง ไม่ต้องมีตัวแสดงแทน ไม่ต้องส่งชิงโชค คุณได้รับสิทธิ์เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานตระกูล monitor lizard ไปเลี้ยงในทันที อดทนขนย้ายขยะกันอยู่ซักพัก (รู้สึกเหนื่อยว่าย้ายบ้านเจ็ดทีรวมกันอีก..... เหนื่อยใจ) ตอนเสร็จก็ยังคิดกันอยู่ว่า ต่อไปนี้คนที่นี่คงจะเริ่มสำนึก อย่างน้อยๆก็ทิ้งให้ลงถัง หรือไม่ก็เอาของตัวเองไปทิ้ง (ขอแค่นั้นจริงๆนะ) แต่พอวันรุ่งขึ้น มันกลับมาอีกครั้งเหมือนปลิงที่เกาะแล้วไม่ยอมทิ้งเราไปไหน แค่เพียงวันเดียว ขยะก็เริ่มกลับมาเต็มตู้เหมือนเดิม ที่มากกว่านั้นคือเศษอาหารที่เค้าทิ้งๆกันลงไปในอ่างล้างจานตอนทำกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมันฝรั่ง เศษเนื้อ หรือเส้นพาสต้า หนักเข้าก็ทิ้งหม้อ และจานที่ใช้แล้วที่ยังมีเศษอาหารอยู่ คาไว้ที่ข้างๆอ่างล้างจานเลย สถิติสุงสุดคือสองอาทิตย์และยังคงไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆเพราะมันก็ยังกองอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังสงสัยอยู่ว่า เค้าจะรอให้ใครมาล้างให้กันเนี่ย เท่าที่สังเกตุดู corridorนี้ มีเอเชียอยู่สองห้องคือห้องเรากับห้องข้างๆ ที่เป็นคนจีน นอกนั้นเป็นฝรั่งหลายสัญชาติ แต่ที่เรารู้แน่ๆ ห้องที่ทำสกปรกไม่ใช่ห้องเรากับคนจีน เพราะเราแอบดูเค้าทำกับข้าวอยู่เหมือนกัน เราเลยสรุปออกมาได้ว่า ที่บอกว่าชาติตะวันตกเจริญแล้วกว่าชาติเรานั้นไม่จริง อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่ทางด้านวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นหล่ะนะ เราไม่รู้ว่าเค้าทนอยู่กันได้ยังไงโดยไม่มีใครลุกขึ้นมาจัดการปัญหานี้ เรารู้แต่ว่าเราย้ายฐานทัพนักเรียนไทยไปกินข้าวกันที่ครัวอื่นดีกว่า
(ตอนชีพจรลงเท้ามีทั้งหมดหกตอนรวมทั้งตอนนี้ด้วย to be continued นะ ) มันเป็นอย่างไหนกันแน่
12:26 AM, Sunday 1 October 2006
.. 3 comments
.. Link
จะว่าไปชีวิตคนเรานี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากเลยเนอะ โดยเฉพาะเด็กๆอย่างราที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย ทุกวันนี้เท่าที่ดูก็รู้สึกได้ว่าสิงรอบตัวที่มีอยู่มันก็ไม่ได้มีเยอะเลย จากเท่าที่นับๆดูก็มีแค่เรื่อง พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ที่บ้าน, เรื่องเรียน, เรื่องทีซิส, แล้วก็เรื่องเพื่อน... เนื่องจากเรื่องพ่อแม่พี่น้องก็เป็นที่รู้กันว่าก็รักกันดี แต่ไอ้การที่จะเอามาเขียนในบลอกให้คนอื่นอ่านก็กะไรอยู่ เรื่องเรียนกับเรื่องทีซิสก็เคยพูดๆไปบ้างแล้ว เรื่องเพื่อนนี่แหละที่ไม่ค่อยได้พูดถึงเท่าไหร่ นึกได้ดังนั้นก็ เลยคิดได้ว่าเอาเรื่องแปลกๆเกี่ยวกับเพื่อนที่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกซักทีมาเขียนในนี้มั่งดีกว่า ... สงสัยมานานแล้วเกี่ยวกับพฤติกรรมประหลาดของเพื่อนร่วมบ้านชาวต่างชาติ กินอย่างนี้มาสามอาทิตย์แล้ว แต่เท่าที่ถามก็ดูน้ำหนักจะลดลงไปหนึ่งหรือสองกิโลเท่านั้น วิถีการกินแบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลงเท่าไหร่แล้วยังทำให้หงุดหงิดเพราะโมโหหิวอีกด้วย
ขยันบลอก
12:19 AM, Sunday 1 October 2006
.. 5 comments
.. Link
ไหนๆ ก็มีคนยกตำแหน่งรองแชมป็ขยันบลอกแห่งบลอกนี้ให้เราแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการผิดหวังจึงขออัพหลายบลอกติดๆกัน ทั้งนี้พรุ่งนี้ก็จะต้องกลับไปเผชิญชะตากรรมหฤโหดแห่งวงจรอุบาทว์ ที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน ก็เช่นเคยก่อนกลับก็ต้องอัพบลอกฝากผลงานไว้ให้หายคิดถึง สำหรับคนที่ชอบอ่านบลอกภาษาไทยมากกว่าอังกฤษ
พูดถึงเรื่องมนุย์เงินเดือนก็ทำให้คิดถึงงานที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้และบริษัทผู้มีอุปการคุณเหลือคณานับแห่งนี้ มานั่งนึกๆดู ทำงานกับซ๊าบมาก็หลายเดือนมาเล่าเรื่องซ๊าบมั่งดีกว่า ระหว่างการสัมภาษณ์ทำให้เราสังเกตเห็นว่าคนที่ทำงานที่นี่จะนิ้วกุดซะเป็นส่วนใหญ่ โดยนิ้วที่กุดคือนิ้วชี้ไม่ก็นิ้วกลาง แต่จะหายไปแค่ข้อสุดท้ายเท่านั้น อยากไปปาย
11:36 PM, Saturday 30 September 2006
.. 6 comments
.. Link
วันนี้ตอนลอกอินเข้าบลอกแอบเห็นเค้าตั้งชาร์ทจัดอันดับขยันบลอก แล้วชื่อบลอกเราขึ้นเป็นอันดับสอง จะว่าไปมันก็ตลกดี ได้อัพก็แค่ตอนที่ได้กลับมาที่ Göteborg ซึ่งก็คือแค่เดือนละครั้งสองครั้งเองมั้ง นอกนั้นก็จะไปเขียนไว้ในสเปซเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังจะอุตส่าขึ้นชาร์ทติดอันดับขยันบลอกกับเค้าอีกแหนะ
วันนี้มีนัดกินข้าวกันกับพวกนักเรียนไทยที่หอโรตารี่ เนื่องจากตอนที่อยู่บ้านอีกเมืองนึงมีเพื่อนร่วมชายคาเป็นชาวอิสลาม การที่จะกินหมูแต่ละครั้งจึงนับเป็นเรื่องกดดันด้วยพลังเกรงใจ กลับมาระลอกนี้เรากับเพื่อนอีกคนจึงขอเรียกร้องเมนูที่อุดมไปด้วยหมูก่อนที่จะไม่ได้กินไปอีกนานพอดู ว่าแล้วก็มาลงตัวที่ติ่มซำ และบะหมี่หมูแดงทำกันอย่างตามมีตามเกิด ตามแต่เวลา เครื่องปรุงและอุปกรณ์จะอำนวย แต่เนื่องจากเก็บกดมานาน บวกกับการที่ไม่ค่อยได้กินข้าวกับนักเรียนที่เพิ่งจะมาใหม่ไม่รู้ว่าใครกินเยอะขนาดไหน ทำให้กะเครืองปรุงไม่ค่อยจะถูก เราเลยยึดคติที่ว่าเหลือดีกว่าขาด การกินข้าวกันครั้งนี้เลยกลายเป็นมหกรรมอาหารขนาดย่อมไปโดยปริยาย ในช่วงระหว่างที่รอเวลานัด ไปนั่งดูหนังกันที่ห้องเพือนแล้วมีโอกาสได้ดูหนังที่พอลล่าเล่นชื่อว่า รักจัง เป็นหนังที่พลอตเรืองไม่ได้ดีอะไรเลย ขายดารากับโลเคชั่น (หนังเรื่องนี้ถ่ายกันที่ปาย) ดูแล้วคิดถึงพี่ทศกับแก๊งหัวฟูมาก เพราะพวกเราเป็นประเภทคอเดียวกัน ชอบเที่ยวแบบเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ ดูศิลปะเข้าพิพิธภัณฑ์ มากกว่าไปตามแหล่งชอปปิ้ง พวกพี่ทศกับแก๊งหัวฟูเคยไปเที่ยวปายมาแล้ว แต่เราไม่เคยไป กลับมาพวกเค้าได้ทีก็มาโม้ให้เราฟังกันใหญ่ถึงความงามของเมืองปาย ดูหนังเรื่องนี้แล้วเห็นเมืองปาย ทำให้รู้ว่าที่เค้าโม้ๆกันไว้เนี่ยไม่ได้เกินจริงเลย บรรยากาศของเมืองดูชิวสุดๆ แถมด้วยบรรยากาศโรแมนติกแบบสบายๆอย่างเป็นธรรมชาติดูจะทำให้ทุกอย่างดูเข้ากันดีอย่างลงตัว เห็นแล้วก็คิดขึ้นมาได้ มิน่าเล่า ตำนานรักปูไต่ของพี่ทศและชยุตม์จึงได้ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ พี่ทศเคยบอกว่าจะพาไปเที่ยวที่ปายเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่จะหนีน้องๆไปทำธุรกิจมาเฟียแห่งวงการอาหารมืดอยู่ที่ญี่ปุ่น พร้อมทิ้งท้ายก่อนไปว่าอาจจะไปลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นอย่างเป็นทางการหากเจอคนที่ต้องตาต้องใจพอจะมาเป็นคู่ตุนาหงันร่วมเตียงเคียงหมอน แค่ได้ฟังว่าอาจจะไม่ได้เจอพี่ทศอีกก็ทำเอาใจหายกันไปพักใหญ่ๆ แต่ทุกอย่างก็ดูจะผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะดูเหมือนว่าจริงๆแล้วคงเป็นเราแหละที่คิดมากไป พี่ทศก็ยังเป็นพี่ทศที่ไปไหนไม่รอดต้องกลับมาตายรังที่เมืองไทย ที่ว่าตายรังนี่ไม่ได้หมายความว่าพี่ทศยอมละทิ้งธุรกิจยากูซ่าที่ญี่ปุ่นอย่างถาวร แต่เป็นเพราะพี่ทศก็ยังคิดที่จะกลับมาเมืองไทยบ้างเมื่อปัจจัยอำนวย ทำให้เราคิดต่อไปอีกว่า ถ้าเราเรียนจบแล้ว และ พี่ทศกลับมาเมืองไทย แล้วพวกแก๊งหัวฟูว่างพอที่จะจัดตารางไปเที่ยวกับเราได้ คงต้องขอให้จัดทริปไปปายด้วยกันดูบ้างคงจะไม่เป็นการฝันกลางวันจนเกินไปนัก
กลับมาที่เรื่องหนังต่อ หนังเรื่องนี้ถ้าไม่ได้ พอลล่ามาเล่นพ่วงแถมด้วยโลเคชั่นที่สวยงามรับรองดับแน่นอนเพราะคุณดารานำชายเล่นได้ไม่เป็นธรรมชาติแม้แต่น้อย (เออก็มันเป็นนักร้องนี่เนอะ) นั่งๆดูไปแล้วก็คิด เออ ถ้าเราสวยได้ซักครึ่งของพอลล่าก็คงดี ...
สยอง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
10:56 PM, Friday 29 September 2006
.. 1 comments
.. Link
เมื่อวานเผาเพื่อนโจ้ไป แล้วส่งลิ้งค์ไปให้โจ้อ่าน โจ้อีเมลมาบอกว่า เขิน เพราะโดนนินทาผ่านสื่อ ที่กล้าเอาโจ้มาเป็นหัวข้อเมื่อวานเพราะเห็นว่า โก้ รูมเมทของโจ้ ก็แอบเอาโจ้มาเผาขำๆแต่พองามผ่านทางบลอกอยู่เป็นประจำ โจ้เลยน่าจะชินได้แล้ว เพราะบลอกของโก้มีคนอ่านเยอะพอสมควร โดยเฉพาะยิ่งพักหลังๆบลอกโก้เริ่มติดตลาดมากขึ้น มีแม้กระทั่งคนมาประกาศตัวเป็นแฟนประจำ และด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้โก้ได้แรงบันดาลใจ อยากทำรวมเล่มเป็นหนังสือออกขาย แต่ด้วยดีกรีความแรงแบบขำซะเป็นส่วนใหญ่และไม่ขำในบางทีของบลอกโก้ เราว่าคู่แข่งตัวยงของหนังสือที่โก้วางแผนจะทำน่าจะเป็นขายหัวเราะ พักหลังๆตอนช่วงเริ่มหมดมุข โก้ชักจะเริ่มเอาของไม่บันเทิงใจมาเล่าใหม่ให้ขำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใต้วงแขน หรือห้องน้ำที่กดไม่ลงบนรถบัส และแน่นอนเรื่องของโจ้ ............ พูดถึงเรื่องใต้วงแขน วันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับหัวข้อนี้มาเล่าให้ฟัง แต่อยากจะเตือนคนที่หลงเข้ามาอ่านก่อนว่าถ้าเป็นคนขวัญอ่อนหล่ะก็ ไม่ควรอย่างยิ่ง และเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดควรมีผู้ปกครองชี้แนะอยู่ข้างๆ ..................... เรื่องของเรื่องคือวันนี้ไปเจอเพื่อนคนจีนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนมา ไม่ได้สนิทอะไรมาก เพราะอยู่กันคนละโรงเรียน จะได้เจอกันก็นานๆที คุยกันขำๆแล้วก็จบ ทำให้ไม่ค่อยได้รู้จักเพื่อนคนนี้เท่าไหร่ รู้แต่ว่าหน้าตาน่ารักแล้วก็หุ่นดี พูดภาษาอังกฤษสำเนียงฟังไม่ลำบากเหมือนคนจีนทั่วไป วันนี้มีโอกาสได้ไปเจอเพื่อนคนนี้ แต่งตัวน่ารักเชียว เสื้อแขนกุดสีขาว คุยๆกันอยู่ เพื่อนยกมือเสยผม... เลยแอบเห็นว่า เพื่อนเราท่าทางจะไม่เคยกำจัดขนใต้วงแขนเลยตั้งแต่เกิดมา เห็นแล้วช็อคมาก !! เดินมาเจอกับพี่คนไทยที่รู้จักกับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน ยืนคุยกันซักพัก พอคุยเสร็จเพื่อนก็เดินแยกไปอีกทาง บทสนทนาหัวข้อร้อนระหว่างเราและพี่คนไทยจึงได้เริ่มขึ้น แน่นอนหนีไม่พ้นไอ้สิ่งช็อคโลกที่เราเพิ่งได้ไปเห็นมา พอดีว่าพี่คนไทยที่ว่าเคยไปเที่ยวทางแถบ จีน ใต้หวัน และฮ่องกงมาก่อน เลยไม่ค่อยตกใจเท่าเรา พี่ยังแถมท้ายความรู้รอบตัวให้เป็นวิทยาทานด้วยว่า คนทางแถบประเทศนี้เค้าไม่กำจัดใวงแขนกันหรอก ประโยคเด็ดคือ "เมียะเอ๊ย พี่ไปขึ้นรถเมล์ที่นู่นมา... คนแน่นๆ ก็ต้องยืนต้องโหนกัน มองเข้าไปนี่ พงหญ้าใต้วงแขนเรียงกันเป็นแถบเลย!!" เคยได้ยินเรื่องใต้วงแขนกับคนฝรั่งเศส ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละว่าที่จีนก็เป็นเหมือนกัน แต่การที่แค่ได้ยินเรื่องแบบนี้กับที่ได้มาเห็นคาตามันเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งมีประโยคที่พี่คนไทยพูดเสริมกับไอ้สิ่งสยองที่เพิ่งได้ไปเห็นมา ฟังแล้วเล่นเอาเราขนลุกแล้วก็อยากอ้วกไปเลย
แหวะ!!
ชิวๆ ติดเรท
11:10 PM, Thursday 28 September 2006
.. 6 comments
.. Link
หายหน้าหายตาไปอยู่บ้านนอกมาซะนาน ห่างหายจากข่าวสารอัพเดตวงการนักเรียนไทยในเยอตะบอย กลับมาเที่ยวนี้ดูเบลอๆ งงๆ มึนๆ ยังไงก็ไม่รู้ ในเมืองมีแอบมีอะไรใหม่ๆโผล่มาให่เราได้ตื่นตาตื่นใจเล่นบ้างเล็กน้อย ถนนข้างบ้านก็ทำใหม่ ข้างโรงเรียนก็มีหอใหม่โผล่มา ที่สำคัญนักเรียนใหม่ปีนี้ได้สิทธิพิเศษมากมายอย่างที่เราไม่เคยได้มาก่อน เห็นแล้วก็แอบน้อยใจโรงเรียนตัวเอง ทำไมเราไม่ได้อย่างนี้บ้างตอนเป็นนักเรียนใหม่ อย่างนี้เข้าข่ายลำเอียงนะเนี่ย ที่น่าอิจฉาที่สุดคือคูปองการท่องเที่ยวที่ต่างๆในเมืองฟรี ปีเราไม่ยักกะมีแบบนี้บ้างแฮะ แต่ไม่เป็นไร พี่น้องผองเพื่อนนักเรียนใหม่เค้ารู้หน้าที่ดี หยิบคูปองมาเผื่อกันด้วย ช่างน่ารักจริงๆ ตอนแรกที่ยังไม่รู้ว่ามีพี่คนนึงเค้ามีคูปองเผื่อเรา ก็แอบบ่นอยากได้บ้าง เลยมีคนแนะนำ ให้ไปปลอมตัวเป็นนักเรียนใหม่ ไปขอคูปองบ้าง ยังไม่ทันที่จะได้วางแผนอันแยบยลก็มีคนขัดขึ้นมาซะก่อนว่า "หน้าอย่างนี้อายุเกินชัวร์" (O.O) พูดออกมาได้ยังไงเนี่ย น่าจะแจกสองทีแปดรูเป็นของขวัญแด่ความหวังดีจริงๆ แค่อายุเปลี่ยนเป็นยี่สิบสี่หน่อยเดียว แซวกันใหญ่เชียว ไม่ได้อยากจะแก่ขึ้นซะหน่อย อย่างที่บอกว่าห่างหายจากวงการไปนาน แอบตกเป็นหัวข้อสนทนาโดยไม่รู้ตัว มีคนแอบเมาท์ถึงวีรกรรมแผลงๆที่เคยทำไว้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่พี่ๆรุ่นที่แล้วเค้ายังอยู่กัน วีรกรรมที่ว่าคือการเผยแพร่วัฒนธรรมทางด้านภาษาไทย ผ่านทางการตั้งชื่อคำผวนประหลาดๆให้คนอื่น วัฒนธรรมนี้มีอายุเกือบครบสามปีแล้ว โดยเริ่มจากประชากรกลุ่มเล็กๆในภาคไออีของเอสไอไอที แล้วจากนั้นก็แพร่ขยายไปทั้งภาค โดยมีแกนหลักคือกลุ่มก่อตั้ง ว่าแล้วก็ โดนกันไปเป็นแถบ แต่วันนี้เพื่อนเรามาถึงก็ถามเลยโดยไม่ให้รู้ตัว เพื่อน :"ชั้นได้ข่าวว่าแกเที่ยวตั้งชื่อคำผวนให้คนอื่นเหรอ ตลกดีนะ แต่ละชื่อ คิดมาได้ไง" meai: "เฮ้ยแกรู้ได้ไงวะ ได้ข่าวว่าเพิ่งมา" เพื่อน : "วันนั้นเค้านั่งคุยกันไปเรื่อยถึงเรื่องที่ผ่านๆมา เค้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นกันใหญ่" meai: "...( - -'')... "(ซะงั้น อย่างนี้เข้าข่ายเอาเรื่องที่แอบเมาท์เรามาเล่าให้เราฟังนะเนี่ย) เพื่อน : "แล้วของแกชื่อไรวะ" meai :"ไม่บอกว๊อย แต่ชั้นมีชื่อให้แกแล้วเรียบร้อย" เพื่อน : "เฮ้ย " meai : " นี่เลยชื่อแก โจ้เท่าปีเปี๊ยว " พูดออกไปจบก็ขำกันไปทั้งคู่ ที่จริงที่แอบคิดไว้ตอนแรกไม่ใช่ชื่อนี้หรอกนะ แอบตั้งไว้ว่า "โจ้เล็กกว่าปีเปี๊ยว" แต่เกรงใจ กลัวเพื่อนโจ้จะตั้งชื่อให้เราบ้าง แต่สุดท้ายเพื่อนโจ้กลัวน้อยหน้า นอกจากนินทาเราให้เราฟังแล้วเพื่อนโจ้เลยนินทาตัวเองให้เราฟังบ้าง เพื่อนโจ้เริ่มด้วยการออกตัวว่าจริงๆแล้วโจ้เองก็เป็นเซียนคำผวน จากนั้นก็ตบท้ายด้วยการถามดักคอว่า โจ้ : "เฮ้ยแก โจ้เท่าปีเปี๊ยวนี่ใหญ่กว่า โจ้กู๋ป่าววะ" เนื่องจากรูมเมทโจ้ชื่อโก้ เราเลยแอบสงสัยว่าที่มันถามนี่มันตั้งใจจะสื่อข่าวสารทางการเมืองอะไรให้เราเข้าใจรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ถ้าโจ้ไปถามโก้เอาเองเราว่าน่าจะได้เรื่องมากกว่านะ
จะกลับแล้วนะ
08:59 PM, Friday 1 September 2006
.. 3 comments
.. Link
วันนี้เพิ่งไปสอบมา โอ๊ยแทบตาย ถามยิบถามย่อย ถามอะไรที่เราไม่คิดว่าจะถาม ที่จริงก็อ่านหมดทั้งเล่มแล้วนะ รอบนี้เป็นรอบที่ห้า ของการอ่าน ทั้งหนังสือ และ summary ที่ทำเอาไว้ ทั้งอันใหม่และอันเก่า เก็งข้อสอบแทบตาย แล้วก็ท่องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย จำทุกอย่างที่คิดว่าต้องจำแล้ว แต่ดันแอบพลิกลอคแฮะ อะไรที่คิดว่าสำคัญน่าจะถามดันไม่ถามเท่าไหร่ ไปถามเรื่องที่เรามองข้ามซะงั้น หวังว่าสอบคราวนี้คงจะผ่านนะ ไม่อยากสอบวิชานี้อีกแล้ว สองครั้งที่สอบๆๆมาก็เกินพอแล้ว ไม่รู้ว่าเค้าคิดว่าระบบนี้มันวัดอะไรได้นอกจากความจำ จำได้มากแต่ไม่ต้องเข้าใจก็ได้คะแนนมากอยู่ดี แต่อย่างเราเข้าใจแต่จำไม่ได้ก็ซวยไป (อารมณ์คำถามเหมือนให้ชื่อตอนเล็กๆมาแล้วก็ให้เขียนเกี่ยวกับตอนนั้นๆ ซึ่งบางทีไอ้ชื่อตอนพวกนี้นี่ถ้าไม่สังเกตุจริงๆจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอีกตอนนึง ถ้าเค้าให้คีย์เวิร์ดมาแล้วให้อธิบายจะเป็นอะไรที่ง่ายมาก สำหรับเราที่เข้าใจ แต่นี่ไม่ได้ให้อะไรเลย แค่หัวข้อแล้วก็จบ เราก็จบเหมือนกัน... ... แต่เป็นจบเห่)
เมื่อวานเครียดมากเพราะท่องมาหลายวันแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจำไม่ได้ ( พอไปนอนตื่นมาแล้วก็ลืม) เมื่อคืนเลยลงทุนไม่นอนมันซะเลยเพราะกลัวจะลืมอีก พอดีกับที่ว่าวันนี้เป็นวันเกิดแม่ แทนที่จะได้โทรไปทำให้แม่รื่นเริงบรรเทิงใจกลับกลายเป็นแม่ต้องมาปลอบให้เราหายเครียดซะงั้น แต่ตั้งแต่เด็กจนโตเลยนะ เวลาสอบจะโทรไปให้แม่อวยพรให้ แล้วเราจะรู้สึกว่าเดี๋ยวต้องทำได้แน่ๆ แม่อวยพรมาแล้ว แต่ว่าตั้งแต่อยู่สวีเดนนี่ยนี่เป็นครั้งแรกที่ได้แม่อวยพรให้อีกรอบ เพราะเวลาไม่ตรงกันเลยไม่ค่อยจะได้โทรเท่าไหร่ บ้านเราดันอยู่ไกลกว่าจะกลับถึงบ้านก็กลายเป็นว่าดึกแล้วที่เมืองไทยทุกทีไป พอไปสอบเจอป้าคุมสอบหน้าเหมือนคุณยายอีก ผมทรงคล้ายๆกัน แล้วก็แก้มยุ้ยๆ ตัวป้อมๆ จากที่ล่กๆอยู่เลยใจชื้นขึ้นมาอีก ยิ่งคุณป้าเอาขนมขึ้นมากินแล้วเคี้ยวแล้วแก้มกระเพื่อมแบบคนแก่ ยิ่งทำให้เหมือนเข้าไปใหญ่ แต่ถึงแม้จะใจชื้นแล้วก็ล่กน้อยลงแต่ก็ไม่ได้ทำให้นึกออกมากขึ้นเท่าไหร่เพราะดันเก็งผิดจุด ตอนนี้เท่าที่ทำได้คงจะเป็นเพียงหาที่บนดีๆ แล้วก็ภาวนาให้สอบผ่านซะทีเถอะ ไม่ขออะไรมากขอแค่ผ่านเองจริงๆนะ คะแนนเก็บส่วนที่เป็นโปรเจคดีพอควรถึงขั้นที่ว่าเอาคะแนนข้อเขียนแค่พอผ่านคาบเส้นก็ได้สี่แล้ว ( เกรดที่นี่เป็น ไม่ผ่าน, สาม, สี่, แล้วก็ห้า แต่ได้สี่ก็หรูแล้วเพราะห้านี่ต้องเจ๋งจริงๆ) ถึงบอกไงว่าข้อเขียนความจำมันวัดอะไรได้นี่) หลังจากสอบเสร็จก็กลับไปที่บ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ก่อนที่จะย้ายออกมาอยู่บ้านเพื่อนเมื่อตอนช่วงปิดเทอมเพราะหมดสัญญา กลับไปดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่ พร้อมทั้งกลับไปเยี่ยม น้าโยเซฟิน
...
น้าโยเซฟินเป็นเพื่อนบ้านใจดีที่ชอบแวะเข้ามาคุยที่บ้านเราบ่อยๆ ผิดกับสวีดดิชคนอื่นๆที่ทักแล้วก็จบทั้งๆที่บ้านอยู่ใกล้เรากว่าน้าโยเซฟินอีก น้าโยเซฟินกับอาแพททริก แฟนของน้าชอบเมืองไทยมากๆ คิดจะย้ายไปอยู่ด้วยซ้ำ แต่เค้าบอกว่าต้องเก็บเงินมากกว่านี้ก่อนเพราะน้าเค้าเป็นพยาบาล อาแพททิรกเป็นผู้กำกับละครเวที ไปอยู่เมืองไทยคงหางานยาก เค้าเคยขอให้เราไปทำกับข้าวไทยให้กินด้วย ที่บ้านเค้าเมื่อนานมาแล้ว ทำข้าวผัดสับประรด เนื้อผัดน้ำมันหอย แล้วก็มัสมั่นไก่ ให้เค้ากิน... ติดใจกันยกใหญ่ วันนี้ไหนๆก็แวะไปดูบ้านแล้วเลยแวะเอาสูตรอาหารที่ตั้งใจจะให้เค้ามาตั้งนานแล้วไปให้เค้าได้ซะที ได้คุยกันซักพักแล้วพอน้าเค้ารู้ว่าเราย้ายไปอยู่อีกเมืองนึกแล้วแถมยังไม่คิดอยู่สวีเดนหลังเรียนต่ออีก น้าเค้าก็เกิดน้ำตาซึมขึ้นมา เราเองก็ใจหายเหมือนกัน คนเคยคุยกันเกือบทุกวัน อยู่ดีๆก็ต้องมาบอกลากันล่วงหน้า แถมน้าเค้ายังเคยช่วยเราในหลายๆเรื่องอีก (เคยขับรถไปส่งโรงเรียนด้วยช่วงที่เราย้ายมาอยู่ใหม่ๆแล้วเจอน้าเค้ากลางทางที่จะเดินไปถึงป้ายรถเมล์แล้วคุยกันเพลินตกรถ น้าเค้าเลยขับรถไปส่ง ทั้งๆที่บ้านก็อยู่ไกลโรงเรียนจะตาย) พอเจอน้าเค้าน้ำตาซึมแล้วเราก็ใจเสียเลย รู้สึกแย่เหมือนกัน แต่หลังจากออกมาจากบ้านนั้นก็เข้าเมืองมาเพื่อที่จะมากินข้าวกับเพื่อนๆก่อนที่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตตกระกำลำบาก ที่อีกเมืองนึงวันพรุ่งนี้ วันนี้เลยมีแต่ต้องร่ำลากับผู้คนมากมาย ทำให้เรารู้สึกว่า บางครั้งที่เราเหมือนจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเมื่อมีบางสิ่งอยู่ทุกวัน พอวันที่จะต้องห่างกันมันก็ทำให้เราใจหายได้มากเหมือนกัน โดยเฉพาะการที่ได้กลับมาเจอเพื่อน ได้กลับมา hangout ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนตอนที่ทุกคนว่างๆกันอยู่ ได้คุยกันสบายๆ สนุกสนาน ได้หยอกล้อกัน กวนตรีนกันเล่น ได้กลับมามีชีวิตที่เราเคยชิน มันทำให้เราอยากจะงอแงไม่อยากกลับไปเมืองนั้นอีกแล้ว เพื่อนทุกคนที่ทำทีซิสด้วยกันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่อยากกลับ" แล้วตอนที่ลากัน ทุกคนก็จะบอกว่า "อีกหนึ่งเดือนเจอกันใหม่นะ" แล้วก็สลดตามกันไปเป็นแถบๆ ก็หนึ่งเดือนที่อยู่กันอย่างไม่มีความสุขนี่มันนานมากกว่าหนึ่งเดือนปกติมากเลยนะ บลอกนี้ก็เหมือนกันวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอัพก่อนต้องกลับไปใช้ชีวิตที่พิมพ์ไทยไม่ได้ ก็คงต้องบอกเหมือนกับทีบอกทุกคนเหมือนกันว่าอีกหนึ่งเดือนเจอกันใหม่นะ ถึงตอนนั้นคงรู้แล้วด้วยว่าสอบผ่านหรือเปล่า { Last page } { Page 1 of 4 } { Next Page } |
About MeMy Profile Archives Friends My Photo Album Linksmy msn spaceบลอกน้องคิวว์ เวบ ส้ม (ME) บลอก นนนี่( สี-สะ-หมอน) (IE) บลอก พี่โจ (ME) บลอกพี่ Tose บลอกเต้อร์ Jip's blog สเปซโก้ (ขำๆ) เวบ ส้ม (Thai) CategoriesRecent EntriesBreaking newsชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๒)ย่ำ Stockholm ชีพจรลงเท้า (ตอนที่ ๑) มันเป็นอย่างไหนกันแน่ ขยันบลอก Friendsdimplepeter pong bigga murz akokorov Calendar
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||